เพื่อไทยอ้างไม่ใช่ “จีทูจี” ข้อตกลงซื้อเรือดำน้ำไม่ผูกพัน

80

พท.ขย่มไม่ยั้งกองทัพเรือดื้อซื้อเรือดำนํ้าจีน 2.2 หมื่นล้าน “ยุทธพงศ์” ปักใจเชื่อบิ๊กรัฐบาลชี้นิ้วอนุ กมธ. กลับลำโหวตผ่านงบฯ อ้างเอกสารสั่งซื้อไม่ใช่สัญญาส่อเป็นโมฆะ “ลือชัย” ไม่มีอำนาจลงนาม “ครูมานิตย์” ซัดรัฐบาลต้มคนไทยซื้อ 2 แถม 1 ของจริงให้ซื้อแค่ 1 ลำ ไม่ผูกพันลำที่ 2-3 “อนุสรณ์” ขยี้เงินซื้อเรือดำน้ำ จ่ายเยียวยาได้ 1.5 ล้านคน “กรณ์” สำทับอุ้มธุรกิจรายย่อยได้กว่า 2 แสนราย “องอาจ” จี้โยกเงินแก้ปัญหาปากท้องก่อน “สุพล” แหยงเรือดำน้ำล่ม “เรือแป๊ะ” ใส่เกียร์ถอยชง กมธ.งบฯชุดใหญ่ทบทวนมติ ผบ.ทร.เต้นเปิดห้องชมวังแถลงโต้ถูกบิดเบือน ตัดตอน วิปรัฐบาลหารือยำร่างแก้ไขรธน. 26 ส.ค. “เอนก” ขันนอตอธิการบดีคุมเด็กให้อยู่ เตือนอย่าคล้อยตามกระแสจนไม่กล้าพูดอะไร

กระแสคัดค้านกองทัพเรือ (ทร.) จัดซื้อเรือดำน้ำจากสาธารณรัฐประชาชนจีนอีก 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาท ขยายตัวออกไปเรื่อยๆ แม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลยังเรียกร้องให้ทุ่มงบฯไปแก้ปัญหาปากท้องประชาชนก่อน ขณะที่นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ ถอยเตรียมเสนอให้ กมธ.งบประมาณชุดใหญ่ทบทวนชะลอการจัดซื้อ พร้อมปฏิเสธบิ๊กรัฐบาลโทร.สั่งการผ่านงบฯ

“โจ้” ปักใจบิ๊ก รบ.ล็อบบี้ซื้อเรือดำน้ำ

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) ครุภัณฑ์ ไอซีที รัฐวิสาหกิจและทุนหมุนเวียน ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำ 2564 แถลงกรณีมติอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯเห็นชอบจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำของกองทัพเรือ วงเงิน 22,500 ล้านบาท ว่า ตอนแรกเสมอกัน 4 ต่อ 4 สุดท้ายนายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลราชธานี พรรค พลังประชารัฐ ใช้สิทธิประธานลงมติเห็นชอบทั้งที่ไม่ควรลงมติต้องวางตัวเป็นกลาง ทำให้มติกลายเป็น 5 ต่อ 4 เห็นชอบ ไม่ทราบว่ามีการล็อบบี้ในอนุ กมธ.หรือไม่ ครั้งแรกอนุ กมธ.เห็นว่าจัดซื้อเรือดำน้ำลำแรกไปแล้ว ไม่ได้ผูกพันลำที่ 2-3 ขอให้ชะลอไว้ก่อน แต่ ทร.ดึงดันจะซื้อให้ได้ อนุ กมธ.มีมติแขวนงบฯไว้ไม่ให้ผ่าน ยังไม่จำเป็น มีอนุ กมธ.คนหนึ่งที่ออกเสียงไม่ซื้อบอกในที่ประชุมว่าลองให้ทหารถอดเครื่องแบบแล้วไปถามชาวบ้านต่างจังหวัด จะพบว่าชาวบ้านไม่ยอมให้ซื้อเรือดำน้ำแน่นอน แต่เมื่อวันที่ 21 ส.ค. กลับโหวตให้ซื้อเรือดำน้ำ จึงเชื่อว่ามีการล็อบบี้จากผู้ใหญ่ในรัฐบาลแน่นอน

กางหลักฐานอ้างสัญญาจีทูจีโมฆะ

จากนั้นนายยุทธพงศ์ได้นำเอกสารจีทูจีลงนามจัดซื้อเรือดำน้ำของ ทร.กับรัฐบาลจีน มาแสดงต่อสื่อมวลชน ระบุว่าตรวจสอบพบว่าไม่ใช่สัญญาจีทูจี เป็นเพียงข้อตกลงการจัดซื้อเรือดำน้ำ 1 ลำเท่านั้น ไม่มีลำที่ 2 หรือ 3 ไม่มีข้อผูกพันอะไร ผู้ลงนามสัญญาฝ่ายไทยคือ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ (เสธ.ทร.) ขณะนั้น ผู้ลงนามฝ่ายจีนคือบริษัทเอกชน ไม่ใช่รัฐบาลจีน จุดนี้จะนำไปสู่หนังม้วนยาว ทำไมจึงปกปิดเอกสารมาตลอด หากเป็นสัญญาจีทูจีจริง ผู้ลงนามฝ่ายไทยต้องเป็นนายกฯ และ รมว.ต่างประเทศ การลงนามของ เสธ.ทร.ไม่มีหนังสือมอบอำนาจจากรัฐบาลไทย อีกทั้งตำแหน่ง เสธ.ทร.ไม่สามารถรับมอบอำนาจได้ คนที่จะรับมอบอำนาจได้คือ รมว.กลาโหมเท่านั้น ดังนั้นสัญญาดังกล่าวต้องเป็นโมฆะ ในชั้นคณะอนุ กมธ. ทร.ไม่สามารถชี้แจงกรณีดังกล่าวได้ อ้างแต่เรื่องความมั่นคงทางทะเล ทั้งที่ความอดอยากของประชาชนสำคัญกว่า

ขู่นำม็อบสมทบ นศ.ถ้าดึงดันซื้อให้ได้

นายยุทธพงศ์กล่าวอีกว่าวันที่ 26 ส.ค. เวลา 13.00 น. คณะ กมธ.งบฯชุดใหญ่จะให้อนุ กมธ.ชี้แจงกรณีเรือดำน้ำ จะเสนอให้ กมธ.ชุดใหญ่ทบทวนเรื่องนี้ และขอให้ ทร.นำหนังสือสัญญามาแสดงด้วย หากแสดงไม่ได้ สัญญาต้องเป็นโมฆะ เนื่องจากไม่โปร่งใส ไม่ชอบมาพากล หาก กมธ.ชุดใหญ่ให้ผ่านจะเสนอให้ กมธ.ชุดใหญ่ลงชื่อเป็นรายบุคคลแบบเปิดเผยชื่อ เพื่อดูว่าใครเห็นความสำคัญของเรือดำน้ำมากกว่าความอดอยากของประชาชน ถ้าโหวตแพ้เสียงส่วนใหญ่ จะเดินหน้าฟ้องประชาชนต่อไป เรื่องนี้ไม่ชอบมาพากลมาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เคยประกาศว่าเลือกเรือดำน้ำจีนเพราะได้คุณภาพดี ราคาประหยัด ยังซื้อ 2 แถม 1 ทำไมวันนี้กลายเป็นซื้อเรือดำน้ำทั้งหมด 3 ลำ แปลว่าอะไร หากนายกฯดึงดันซื้อเรือดำน้ำ เชื่อว่าจะเป็นจุดจบรัฐบาล จะเชิญชวนประชาชนไปชุมนุมกับนักศึกษาไล่รัฐบาล อยากถามว่านายกฯหัวใจทำด้วยอะไร นายกฯไทยหัวใจเรือดำน้ำจีน

ซัด รบ.หมกเม็ดหลอกต้มคนไทย

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากพวกตนโหวตแพ้จึงตั้งข้อสังเกตเพื่อบันทึกไว้ว่าจะขอนำไปต่อสู้ในที่ประชุมสภาต่อไป เรื่องนี้เหมือนเป็นใบสั่ง ตอนแรกทุกคนอภิปรายไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายกลับโหวตเห็นด้วย มองว่ารัฐบาลป่วยแล้วลืมประชาชน ลืมสิ่งที่พูดไว้ว่าประชาชนต้องรัดเข็มขัด ต้องประหยัด แต่กลับมาดันเรื่องนี้ การพิจารณาวาระ 2 เชื่อว่า ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาลที่ไม่ได้เป็น กมธ.จะมาร่วมด้วย จะได้พิสูจน์ว่าคนเป็น ส.ส.ในภาวะวิกฤติ ถ้ายังแบกรัฐบาลอยู่ก็เชิญตามสบาย พร้อมให้ยุบสภา วันนี้คนไทยกำลังโดนต้ม 2 แถม 1 อ้างทำเอ็มโอยูทั้งที่จริงๆแล้วไม่มีอะไรเลย ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่จบแน่ จะเดินหน้าเตรียมฟ้องประชาชน

ขยี้เรือดำน้ำ 2 ลำเยียวยาได้ 1.5 ล้านคน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม จะท่องคาถาไม่เกี่ยว ลอยตัวหนีปัญหา โบ้ยเป็นความผิดกองทัพไม่ได้ ในฐานะนายกฯและ รมว.กลาโหมเกี่ยวข้องเรื่องนี้เต็มๆ พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจมา 6-7 ปี ไม่เคยไว้ใจใคร ทีมเศรษฐกิจถูกบูชายัญทีละคนสองคน จนแทบไม่มีใครกล้าเข้ามา คิดจากกรอบทหารโบราณที่มาบริหารรัฐกิจ เห็นได้จากการจัดสรรงบฯแผ่นดิน 7 ปีกว่า 20 ล้านล้านบาท ถูกใช้ไปกับการจัดซื้ออาวุธจำนวนมาก ในวันที่ประเทศเจอวิกฤติเศรษฐกิจอย่างหนัก เรือดำน้ำไม่ใช่ทางออกประเทศ สิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สุดขณะนี้คือ การเยียวยาปากท้องประชาชน ถ้าไม่ซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาท สามารถแจกเงินเยียวยา 5,000 บาท 3 เดือน 15,000 บาท ได้เพิ่ม 1,500,000คน หรือนำไปลงทุนในสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้มาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมคนไทยถึงเรียกร้องให้ปฏิรูปกองทัพโดยเร่งด่วน เรือดำน้ำไม่สามารถกระตุ้นการบริโภคภายใน เยียวยาแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนได้

กระตุกเร่งสร้างงานดึง ศก.ขึ้นจากเหว

นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เห็นสัญญาณลบด้านนโยบายการคลังที่ถูกละเลยของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาล เข้าใจดีว่าทีมชุดใหม่มาจากสายการเงิน สายธนาคาร แม้นโยบายการเงินช่วยประคองไม่ให้บริษัทล้มก็จริง แต่นโยบายการคลังเท่านั้นจะเป็นตัวดึงเศรษฐกิจขึ้นจากเหวได้ จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นวิสัยทัศน์และแนวทางการผลิตนโยบายการคลังของทีมเศรษฐกิจชุดใหม่จะมีทิศทางอย่างไร ต่างจากแบบเดิมที่เคยล้มเหลวหรือไม่ นโยบายการคลังที่ทีมชุดก่อนทำเป็นแค่เปลือกหรือภาพทางการตลาด มาตรการชิมช้อปใช้ ช้อปช่วยชาติ เราเที่ยวด้วยกัน ไม่ใช่คำตอบ ปัญหาจริงไม่ได้ถูกแก้ แค่เอาของลดราคามาล่อคนไม่มีเงินให้ไปใช้จ่าย การสนับสนุนด้านราคาไม่มีทางสำเร็จ หากรากเหง้าการตกงาน ขาดรายได้ไม่ได้ถูกแก้ไข สิ่งที่ต้องการคือนโยบายการคลังที่เข้มข้น มุ่งตรงไปสู่การจ้างงาน สร้างการลงทุน อะไรไม่ตอบโจทย์ต้องตัดทิ้ง หยุดทำ

“องอาจ” ขอรัฐทบทวนช่วยปากท้องก่อน

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่จะใช้เงินจำนวนมากไปซื้อเรือดำน้ำขณะที่บ้านเมืองกำลังมีปัญหาโควิด-19 กระทบเศรษฐกิจปากท้องอย่างมาก ควรยอมรับความจริงว่าขณะนี้เศรษฐกิจฝืดเคือง คนหาเช้ากินค่ำอยู่ด้วยความยากลำบาก ชักหน้าไม่ถึงหลัง วิตกกังวลไม่รู้ว่าอนาคต แม้ ทร.จะอ้างว่าจำเป็นด้านความมั่นคง แต่บ้านเมืองยังมีปัญหาโควิด-19 ส่งผลวิกฤติเศรษฐกิจ สังคมซ้ำเติมประเทศชาติและประชาชน ควรนำงบฯไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนจะดีกว่า ส่วนที่กังวลว่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์ที่ดีกับจีนไม่น่าจะกังวล จีนทราบดีน่าจะเข้าใจและเห็นใจประเทศไทยมากกว่าขอเรียกร้องให้ทบทวนชะลอการซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ วงเงิน 22,500 ล้านบาทออกไปก่อน เพื่อนำงบฯไปใช้จ่ายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจปากท้องที่กำลังประสบปัญหาอย่างมากอยู่ขณะนี้

“กรณ์” ชี้ 2.2 หมื่น ล. อุ้มธุรกิจ 2 แสนราย

นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้าและอดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีอนุ กมธ.เห็นชอบงบฯจัดซื้อเรือดำน้ำ หัวเรื่อง “ในวันที่ชาติเจอวิกฤติเศรษฐกิจ “เรือดำน้ำ” คือสิ่งที่ไม่จำเป็น” ระบุว่า วิกฤติเศรษฐกิจคราวนี้หนักมาก ไตรมาสสองจีดีพีติดลบถึง 12.2% รัฐต้องใช้เงินกองใหญ่ช่วยคนเดือดร้อนที่สุดก่อน ธุรกิจขนาดเล็กพ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากกำลังรอความช่วยเหลือ งบฯเรือดำน้ำเอามาช่วยผู้ประกอบการพยุงเงินหมุนให้รอดตายรายละแสนบาทจะช่วยได้กว่า 2 แสนราย การซื้อเรือดำน้ำในวันที่ชาติอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจ ไม่ควรทำอย่างยิ่ง นาทีนี้ต้องคิดให้หนัก มีรุ่นน้องที่เป็นอาจารย์ส่งข้อความมาชวนคิดว่างบเรือดำน้ำส่งเด็กไทยไปเรียนมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกด้านวิศวกรรมและนวัตกรรมได้ 22,500 คน รวมค่ากินอยู่จนจบปริญญา จนกลับมาช่วยชาติได้ 2 หมื่นกว่าคน จะเปลี่ยนประเทศได้ขนาดไหน โดยเฉพาะหากเด็กๆกลุ่มนี้ได้ไปเรียนวิศวกรรมด้านการสร้างเรือดำน้ำ ดีไม่ดีกลับมาสร้างเรือดำน้ำของไทย เราส่งออกเองได้อีกด้วย ทุกพรรคที่สนับสนุนซื้อเรือดำน้ำต้องมีเหตุผลอธิบายต่อสังคม อำนาจจริงอยู่ที่ กมธ.ชุดใหญ่ วัดใจกัน ส.ส.จะอนุมัติเงินงบฯในสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจแบบนี้ไปในทิศทางไหน

ทร.เต้นโต้บิดเบือน-ตัดตอนสัญญา

มีรายงานข่าวจากกองทัพเรือระบุว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยแถลงข่าวนั้นเป็นการบิดเบือนและตัดตอน โดย พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. ได้สั่งการให้จัดแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว วันที่ 24 ส.ค. เวลา 13.30 น. ที่ห้องชมวัง อาคารราชนาวิกสภา สำหรับประเด็นที่กองทัพเรือเตรียมชี้แจงคือความจำเป็นในเชิงยุทธศาสตร์ การจัดสรรงบประมาณของกองทัพเรือเอง โดยเลื่อนโครงการจัดหาเรือผิวน้ำ โครงการจัดหาอากาศยาน แล้วนำมาผูกพันงบฯในการจัดหาเรือดำน้ำ พร้อมทั้งเรื่องเอกสารข้อกฎหมายในการทำสัญญาแบบจีทูจี อำนาจของ ผบ.ทร.ในการลงนามด้วย

“สุพล” แจงยิบ ทร.ยันเลื่อนไปไม่ได้

นายสุพล ฟองงาม ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯ ในคณะ กมธ.พิจารณางบฯ ปี 2564 กล่าวถึงกรณีอนุ กมธ.ครุภัณฑ์ฯมีมติเห็นชอบการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ ของกองทัพเรือ วงเงิน 22,500 ล้านบาทว่า กองทัพเรือมีความพยายามขออนุมัติจัดซื้อเรือดำน้ำจากอนุ กมธ.มาแล้ว 2 รอบ ครั้งแรกกองทัพเรือชี้แจงไม่เคลียร์ อนุ กมธ.จึงแขวนงบไว้ก่อน โดยให้กองทัพเรือส่งเอกสารเพิ่มเติมเรื่องรายละเอียดสัญญาจีทูจีการซื้อเรือดำน้ำ และผลการเจรจากับจีนจะยอมให้เลื่อนจัดซื้อเรือดำน้ำได้หรือไม่ ซึ่งเมื่อวันที่ 21 ส.ค.ที่ผ่านมา กองทัพเรือมาชี้แจงต่ออนุ กมธ.อีกครั้ง นำเอกสารที่อนุ กมธ.ขอไปมาให้ดู โดยยืนยันว่า จีนไม่ให้เลื่อนการจัดซื้อ เพราะจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ถ้าไม่ชำระตามสัญญาอาจมีผลกระทบต่อการลงทุน การท่องเที่ยวและหากไม่ซื้อครั้งนี้จะไม่ได้ราคาเดิมที่ตกลงกันไว้ ทร.ยืนยันไม่สามารถเลื่อนการจัดซื้อได้ ที่สำคัญการซื้อเรือดำน้ำเป็นนโยบายรัฐบาลจึงเกิดการแบ่งเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านในอนุ กมธ.

โอดเป็นนโยบายรัฐต้องโหวตหนุน

นายสุพลกล่าวว่า ตอนแรกตนเสนอให้อนุ กมธ.ไม่ลงมติเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำ แต่ให้ส่งเรื่องให้ กมธ.งบประมาณรายจ่ายชุดใหญ่พิจารณา ปรากฏว่าอนุ กมธ.หลายคนคัดค้าน อยากให้ลงมติตัดสินเลย จนต้องมีการโหวตว่า จะให้อนุ กมธ.ลงมติจัดซื้อเรือดำน้ำหรือให้ กมธ.ชุดใหญ่ตัดสิน เสียงส่วนใหญ่ให้อนุ กมธ.ตัดสิน จึงมีการโหวตในชั้นอนุ กมธ.เรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำ ผลที่ออกมาเสมอกัน 4 ต่อ 4 ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯระบุให้ประธานอนุ กมธ. ลงมติชี้ขาด ลึกๆแล้ว ตนอยากให้เลื่อนการจัดซื้อไปก่อน เพราะประเทศมีปัญหาสภาวะเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากเรื่องนี้เป็นนโยบายรัฐบาล อีกทั้ง ทร.ยืนยันไม่สามารถเลื่อนการจัดซื้อได้อีก จึงเลี่ยงไม่ได้ ต้องลงมติให้จัดซื้อเรือดำน้ำ เพราะดูแล้วถ้าไม่ลงมติเห็นชอบจะมีผลเสียหายตามมาเช่นกัน

ถอยชง กมธ.ชุดใหญ่ทบทวนมติ

นายสุพลกล่าวว่า ทราบดีว่าการลงมติเห็นชอบการจัดซื้อเรือดำน้ำครั้งนี้จะถูกโยงไปเติมเชื้อสถานการณ์การเมืองให้แรงยิ่งขึ้น ต้องถูกยำแน่ ถึงจะอธิบายเหตุผลความจำเป็น ดำเนินการตามงบผูกพัน อีกทั้งยังเป็นการผ่อนชำระเป็นงวดๆ ไม่ได้จ่ายครั้งเดียว แต่ประชาชนคงไม่รับฟัง ดูแล้วน่าห่วงต่อสถานการณ์การเมือง ดังนั้น ในการประชุม กมธ.งบฯวันที่ 26 ส.ค. จะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่างความขัดแย้งในประเทศที่จะตามมาถ้าซื้อเรือดำน้ำกับความเสียหายที่ได้รับจากการเลื่อนซื้อเรือดำน้ำ อะไรจะเกิดผลกระทบมากกว่ากัน ถ้าเป็นไปได้อยากให้ที่ประชุม กมธ.ทบทวนการจัดซื้อ ถ้าทำให้สถานการณ์การเมืองรุนแรงขึ้น ควรเลื่อนการจัดซื้อไปก่อน ขึ้นอยู่กับเสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมจะเห็นด้วยหรือไม่ เพราะมติอนุ กมธ.ยังไม่ใช่มติชี้ขาด กมธ.ชุดใหญ่ทบทวนได้ ขณะนี้สถานการณ์ชุมนุมถือว่าถูกจุดติดแล้ว จะชี้แจงอย่างไรประชาชนคงไม่ฟัง เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและความไม่พอใจรัฐบาล ภาวนาให้ กมธ.งบฯทบทวนเรื่องนี้

ปัดบิ๊ก ป.ต่อสายบงการลุยจัดซื้อ

เมื่อถามว่า นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ระบุว่า มีบิ๊ก ป.ผู้มีอำนาจในรัฐบาล โทรศัพท์สั่งการในช่วงที่อนุ กมธ.ลงมติเสมอกัน 4 ต่อ 4 ให้นายสุพลโหวตชี้ขาดให้จัดซื้อเรือดำน้ำ นายสุพลตอบว่า ไม่มีใครสั่งการ การตัดสินเรื่องนี้เป็นสิทธิทุกคนพิจารณาอย่างอิสระ การจัดซื้อเรือดำน้ำเป็นนโยบายรัฐบาล ส.ส.รัฐบาลก็ต้องโหวตสนับสนุน ไม่มีสัญญาณใดๆมาจากใครทั้งสิ้น กองทัพเรือยืนยันว่าไม่สามารถเลื่อนการจัดซื้อ ได้แล้ว จึงจำเป็นต้องโหวตสนับสนุน นายยุทธพงศ์ควรรักษามารยาทในการพาดพิงคนอื่นโดยไม่มีมูลข้อเท็จจริง ควรเคารพสิทธิและความเห็นของคนอื่น อย่าเอาเด่นเอาดังอย่างเดียว ควรรับฟังความเห็นคนอื่นบ้าง ในฐานะประธานอนุ กมธ.ทำตามข้อบังคับการประชุม เมื่อผลโหวตออกมามีเสียงเท่ากัน ประธานมีสิทธิขาดในการชี้ขาด

“สัมพันธ์” ขอรอฟังเหตุผล ทร.ก่อน

นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ ที่ปรึกษาคณะกมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบฯปี 2564 กล่าวว่า ข่าวที่ออกมาอาจไม่ละเอียดและกระจ่าง ทำให้ประชาชนบางส่วนไม่เข้าใจ เท่าที่ฟังการชี้แจงเรือดำน้ำซื้อไปแล้ว 1 ลำ ส่วนลำที่ 2 กับ 3 จะซื้อคู่กัน จะได้ถูกกว่า มีการตกลงว่าต้องทำสัญญาและจ่ายเงินงวดแรกตั้งแต่งบฯปี 2563 แล้ว แต่ ทร.เห็นว่าช่วงสถานการณ์โควิด-19 จำเป็นต้องใช้เงินไปช่วยเหลือ จึงขอเลื่อนทำสัญญาตามเอ็มโอยูที่ทำกับจีนมา 1 ปี แต่ปีนี้จีนไม่ให้เลื่อนแล้ว จึงจำเป็นต้องทำตามสัญญาเอ็มโอยูที่ทำไว้ โดยซื้อจ่าย 6-7 งวด ไม่ได้จ่าย 22,500 ล้านบาทในปีนี้ แต่จ่ายเพียง 3,000 ล้านบาทเศษ ตกลำละ 1,500 ล้านบาท เฉลี่ย งวดละ 3,000 ล้านบาท จำเป็นต้องซื้อหรือไม่คงต้องฟังการชี้แจงเหตุผลจาก ทร.ก่อน หากเห็นว่าจำเป็นควรอนุมัติ เรื่องนี้ถูกนำมาโยงเหตุการณ์การเมืองในปัจจุบัน หากเอาข้อเท็จจริงมาพูดคุยกัน ประชาชนจะได้เข้าใจมากขึ้น

“เอนก” สั่งอธิการบดีคุม นศ.ให้อยู่

ที่ศูนย์ประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม มอบนโยบายให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม โทรศัพท์ถึงตนหลายครั้ง แสดงความห่วงใยสถานการณ์บ้านเมืองเกี่ยวกับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ขอให้อธิการบดีสนใจดูแลกิจกรรมนิสิตนักศึกษาด้วยตัวเอง ประคับประคองอย่าให้เกิดสิ่งที่ไม่ควรเกิด ทุกคนวิจารณ์นายกฯหรือรัฐมนตรีได้ ขออย่างเดียวอย่าจาบจ้วงสถาบันพระมหากษัตริย์ อธิการบดีอย่าคล้อยตามกระแสจนไม่กล้าพูดอะไร น่าจะต้องพูดว่าเราจงรักภักดี ปกป้องสถาบัน อย่ากลัวว่าจะเสียความนิยมจนกระทั่งไม่กล้าพูดอะไร เราต้องเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นไม้ปักลงบนพื้นดินเหนียวแน่น ไม่ใช่ปักในโคลนเลน ตอนนี้ยังไม่มีลักษณะเช่นนั้น แต่เกรงว่าถ้าไม่พูดกันบ้างจะทำให้คิดว่ารัฐบาลปล่อยทุกอย่างตามยถากรรม ยืนยันรัฐบาลไม่ปิดกั้น

เวทีแรกฟังเด็ก ม.ราชภัฏ-ราชมงคล

นายเอนกกล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ที่ทุกพรรคจะเห็นด้วยกับการตั้ง ส.ส.ร.ที่มีสัดส่วนของนิสิตนักศึกษาเข้ามาร่วมร่างด้วย จากนั้นลงประชามติแล้วจึงยุบสภาเลือกตั้งใหม่ หากยุบสภาก่อนทันทีจะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ตามที่กลุ่มเยาวชนเรียกร้อง จะเปิดรับฟังความคิดเห็นของนิสิตนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลเป็นกลุ่มแรกวันที่ 27 ส.ค.เพื่อนำชมนวัตกรรมต่างๆ และเส้นทางสู่อาชีพในอนาคต ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ถ้านักศึกษาที่กำลังเคลื่อนไหวต้องการหารือด้วยก็ยินดี

พท.จี้ รบ.ฟังคนเห็นต่างฝ่าอุโมงค์มืด

นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สถานการณ์ประเทศวันนี้ยังหาทางออกไม่ได้ ทั้งการแก้ปัญหาปากท้องประชาชนที่ล้มเหลว รวมถึงการเคลื่อนไหวของกลุ่มพลังมวลชนที่รัฐบาลต้องเปิดใจรับฟังและจริงใจแก้วิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง อย่าใช้แต่กฎหมายไล่จับคนเห็นต่าง เพราะจะสร้างปัญหาลุกลามจนยากแก้ได้ จนถึงวันนี้รัฐบาลไม่แสดงความจริงใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่มีท่าทีจะประสานกัน ในฐานะแกนนำกลุ่มเพื่อไทยพลัส พร้อมทำงานเพื่อหาทางออกจากวิกฤติร่วมกัน หากไม่ทำอะไรเลย ประเทศไทยจะหาทางออกจากอุโมงค์ที่มืดมิดไม่ได้ ผู้มีอำนาจต้องจริงใจกับประชาชน ไม่สร้างปัญหาเพิ่ม ทุกฝ่ายรักประเทศด้วยกันทั้งสิ้น หวังว่ารัฐบาลจะปรับแนวความคิด รับฟังปัญหาพร้อมเปิดรับข้อเสนอแนะแก้ปัญหาจากทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกจากวิกฤติ

“อิสระ” เซ็ง ผช.ปลัด ศธ.ไม่ร่วมมือ กมธ.

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญรับฟังความเห็นของนักเรียน นิสิตนักศึกษาและประชาชน สภา กล่าวว่า กมธ.พบว่ามีการชุมนุมของนักเรียนนักศึกษาแล้วกว่า 190 จุดทั่วประเทศ เชิญมาพูดคุยทั้งหมดคงยาก ที่ประชุม กมธ.เมื่อวันที่ 20 ส.ค. มีมติเห็นชอบให้ทำโพลรับฟังความคิดเห็นทางออนไลน์ จึงขอความร่วมมือผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯให้ช่วยประสานนำแบบสอบถามไปเผยเเพร่ผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ครอบคลุม แต่ผู้แทนกระทรวงกลับบอกว่าหารือผู้บริหารเเล้วไม่สบายใจที่จะส่งเเบบสอบถามไป รู้อยู่เเล้วว่าผลโพลจะออกมาอย่างไร ยังพูดไม่สะทกสะท้านกลางที่ประชุมทำนองว่ารู้อยู่แก่ใจนักเรียนไม่ได้ใสซื่ออย่างที่เราคิด กมธ. หลายคนฟังเเล้วส่ายหน้า ประธาน กมธ.ก็ไม่สบายใจ เด็กไปรวมตัวกันต่อต้านกระทรวง สาเหตุหนึ่งคงมาจากคนของกระทรวง ศธ.มีแนวคิดอันตรายเช่นนี้ ถ้าไม่ปรับทัศนคติก่อนคงไม่มีทางคุยกับเด็กรุ่นใหม่รู้เรื่อง

“ศรี” ร้อง ปอท.ฟันคนก้าวไกลขัด ก.ม.

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า ได้รับร้องเรียนว่ามีบุคคลอ้างเป็นทีมคณะก้าวหน้าและสมาชิกพรรคก้าวไกล โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นรูปเด็กอนุบาล 2 ใน จ.ยโสธร แต่งชุดนักเรียนชูสามนิ้วขึ้นเหนือศีรษะ ไม่ปิดหน้าปิดตา ติดแฮชแท็กว่า “#อนุบาลต้านเผด็จการ ไม่หวั่น ม.116 ภัยต่อความมั่นคงเผด็จการไดโนกะลา” ท้าทายกฎหมาย อาศัยเด็กเป็นเครื่องมือทางการเมือง ละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อเด็กอย่างร้ายแรง การนำรูปเด็กมีอายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ มาเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศ โดยเจตนาแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ฝ่าฝืนมาตรา 27 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก 2546 มีความผิดตามมาตรา 79 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีความผิดมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้กดแชร์หรือส่งต่อโทษจําคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับอีกด้วย โดยจะไปร้องเรียนกล่าวโทษผู้โพสต์และผู้แชร์ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) วันที่ 24 ส.ค. เวลา 10.00 น.

4 สถาบันจัดชุมนุม “ไร้แกนนำ”

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ลานคนเมือง หน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร กลุ่มนิสิตนักศึกษา ม.เกษตรศาสตร์ ภาคีนักศึกษา ม.กรุงเทพ กลุ่มประชาคมศิลปากรเพื่อประชาธิปไตย (SCFD) และกลุ่มพะยอมเก๋า ม.รังสิต จัดกิจกรรม “เพราะทุกคนคือแกนนำ # thenextonemaybeyou” ตอกย้ำให้รัฐบาลหยุดคุกคามประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิและเสรีภาพตามหลักการประชาธิปไตย ก่อนเริ่มชุมนุม กทม.ไม่อนุญาตให้ใช้พื้นที่เนื่องจากไม่ได้ประสานขอใช้สถานที่ มาก่อน จึงนำแผงเหล็กมากั้นรอบลานคนเมือง ให้เจ้าหน้าที่เทศกิจและรถตู้มาปิดพื้นที่สกัดกั้น แต่เมื่อตัวแทนกลุ่มนักศึกษาขอเจรจาจึงยอมให้จัดชุมนุมได้เฉพาะด้านหน้าลานคนเมือง โดยออกแบบให้ตัวแทนสลับขึ้นปราศรัยโจมตีรัฐบาลคุกคามสิทธิประชาชนที่เห็นต่าง โดยไม่มีใครเป็นแกนนำ จากนี้ใครถูกจับคนอื่นลุกขึ้นแทนทันที

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทั้งนี้ มีแกนนำคนสำคัญและศิลปินที่ถูกดำเนินคดีจากการชุมนุม อาทิ นาย กรกต แสงเย็นพันธุ์ นายธานี สะสม นายธนายุทธ ณ อยุธยา หรือแร็ปเปอร์คลองเตย น.ส.สุวรรณา ตาลเหล็ก ฯลฯ และศิลปินชื่อดัง นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือแอมมี่ เดอะบอตทอมบลู มาร้องเพลงขับกล่อม ไฮไลต์มีการแสดงศิลปะแนว “เพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต” ในชื่อ “จงตื่นรู้” โดยศิลปินหญิงอิสระ “แม่มดสีน้ำเงิน” เป็นมิติใหม่ของการชุมนุม สะท้อนข้อเรียกร้องทางการเมืองและความไม่เท่าเทียมในสังคม ต่อมา 18.50 น.พิธีกรเวทีได้อ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการคุกคามประชาชน ระบุมาชุมนุมแบบไม่ต้องมีผู้นำ หลังจากนี้หากใครถูกจับ ขอให้คนอื่นลุกมาทำหน้าที่แทนทันที

วิป รบ.ร่วมหารือร่างแก้ รธน. 26 ส.ค.

ส่วนข้อเรียกร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 60 นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 คนที่หนึ่ง เปิดเผยว่า วันที่ 25 ส.ค. จะจัดทำฉบับสมบูรณ์เสร็จ จากนั้นวันที่ 27 ส.ค. นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุม กมธ. ถ้าเห็นชอบจะจัดพิมพ์รายงานนำส่งประธานสภาฯวันที่ 31 ส.ค. คาดประธานสภาฯจะบรรจุเป็นวาระประชุมและพิจารณาได้ในวันที่ 9 ก.ย. และเมื่อสภาผู้แทนฯพิจารณาแล้วจะได้ส่งไปรัฐบาล ส่วนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของวิปรัฐบาลจะเสนอหลังวันที่ 9 ก.ย. โดยญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญคงเป็นญัตติที่เสนอโดย ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล 1 ฉบับ ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน 1 ฉบับ ส่วนของพรรคพลังประชารัฐที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในนามพรรคร่วมรัฐบาล นายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล จะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของวิปรัฐบาลหารือที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐวันที่ 25 ส.ค. ก่อนพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรคจะนำข้อสรุปแต่ละพรรคมาหารือในที่ประชุมวิปรัฐบาลวันที่ 26 ส.ค.

“คึก” ซัด รธน.กับดัก-ไม่แก้วิกฤติจ่อคอ

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีบางฝ่ายอ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงมติ 16 ล้านเสียงมาแล้วว่า เป็นการจัดทำขึ้นท่ามกลางรัฐบาลเผด็จการ คสช. ใช้มาตรา 44 และอำนาจรัฐเต็มที่ จับกุม ปิดกั้น ขัดขวางการรณรงค์ของคนเห็นต่าง และประชาชนอยากเลือกตั้งเร็วๆ จึงจำใจยอมรับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องประชามติสอบถามประชาชนตามรัฐธรรมนูญเช่นกัน ไม่ได้เสนอแก้ไขโดยอำเภอใจของพรรคต่างๆ ตามที่กล่าวหากัน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านมา 3 ปี พบจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากมาย เป็นกับดักของประเทศ และสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วนที่สุด เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปสู่ภาวะวิกฤติของบ้านเมืองเกิดแฟลชม็อบ หรือการชุมนุมของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ประชาชนขึ้นรายวันเป็นดอกเห็ดทั่วทุกภูมิภาค ถ้าฝ่ายการเมืองทั้งรัฐบาลและทุกพรรคไม่จับมือกัน เพื่อแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด บ้านเมืองจะเจอปัญหาวิกฤติทางการเมืองแน่นอน นายเทพไทกล่าว

ภท.ยันจุดยืนแก้ ม.256 ตั้ง ส.ส.ร.

นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จุดยืนพรรคจะเสนอต่อที่ประชุมพรรควิปรัฐบาล เพื่อให้แก้ไขมาตรา 256 เพียงมาตราเดียวเพื่อให้มี ส.ส.ร.มาแก้ไขรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ที่ประชุมคงหารือการให้นิสิต นักศึกษาร่วมเป็น ส.ส.ร.ด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับกรอบเวลากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่แล้ว แต่คาดว่า แก้ไขรัฐธรรมนูญจะแล้วเสร็จกรอบเวลาคงใกล้ครบเทอมรัฐบาลพอดี

ส.ส.ร.ปี 40 หนุนรื้อรัฐธรรมนูญ

วันเดียวกัน กลุ่มสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2540 รวม 17 คน อาทิ นายเดโช สวนานนท์ นายพนัส ทัศนียานนท์ นายธงชาติ รัตนวิชา ออกแถลงการณ์เรื่อง “เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและข้อคิดเห็นต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560” สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพื่อให้มี ส.ส.ร.มาจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเอากระบวนการคัดเลือก ส.ส.ร.การรับฟังความเห็นประชาชน การร่างรัฐธรรมนูญและเนื้อหาบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นแบบ ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ให้ใช้บัตร 2 ใบ ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนแต่ละจังหวัด นายกฯมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจหน้าที่เพียงเฉพาะการวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.หรือร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้น คณะกรรมการในองค์กรอิสระต่างๆให้กระบวนการสรรหาทุกขั้นตอนยึดโยงกับประชาชน ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ พื้นฟูวิกฤติศรัทธาให้กลับคืนมา ปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้ มีบทบัญญัติที่เป็นมาตรการและกลไกอย่างถาวรป้องกันมิให้มีการก่อรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญและล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯได้อีกต่อไปในอนาคต

“บิ๊กตู่” จัดชุดใหญ่ ครม.สัญจรระยอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.ระยอง ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค. เมื่อวันที่ 23 ส.ค.เพจเฟซบุ๊กสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ ได้โพสต์ข้อมูลโครงการพัฒนาพื้นที่และแผนช่วยเหลือประชาชน ที่จะนำเสนอนายกฯพิจารณา อาทิ โครงการป่าชายเลนในเมือง จ.ระยอง โครงการถนนเฉลิมบูรพาชลทิศ ระยะที่ 2 (เลียบชายฝั่งทะเล) โครงการยกระดับระบบบริการสุขภาพรองรับโรคอุบัติใหม่ โครงการโครงสร้างพื้นฐานทางถนน ขยายถนนจาก 4 เป็น 6 ช่องจราจร เช่น ขยายถนนสุขุมวิทจากตัวเมืองระยองถึงกระเฉท ระยะทาง 45 กม.และขยายถนนหมายเลข 3574 จากมาบปู-เขาคันทรง 14 กม. โครงการก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง ส่วนต่อขยายจากด่านอู่ตะเภา-สนามบินอู่ตะเภา 4 ช่องจราจร 3.5 กม. โครงการเชื่อมต่อสถานีรถไฟความเร็วสูงเชื่อม สนามบินสถานที่10 (สถานีระยอง) โครงการพัฒนาระบบขนส่งมวลชน รองรับการพัฒนาเมืองตามนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โครงการเมืองใหม่อัจฉริยะบ้านฉาง โครงการยกระดับ ด้านคมนาคม โดยศึกษาความเหมาะสมและสำรวจออกแบบรายละเอียดเส้นทางคมนาคมเชื่อมโยงพื้นที่อีอีซี

“ธนาธร” ปาดหน้าเปิดตัวชิงนายก อบจ.

เมื่อเวลา 10.00 น. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า พร้อมคณะ เดินทางมาที่ตลาดบ้านเพ ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง เดินตลาดอาหารทะเล จากกลุ่มประมงเรือเล็กชายหาดสวนสน ต.แกลง เยี่ยมชมท่าเทียบเรือสหกรณ์บ้านเพ จุดขนถ่ายสัตว์น้ำ รับฟังปัญหาของชาวประมง ผู้เลี้ยงปลาในกระชัง และปัญหาความตื้นเขินของทะเลที่เป็นอุปสรรคต่อการสัญจรทางทะเล รวมถึงการเก็บขยะริมชายหาดเภตรา และรับฟังปัญหาของชาวประมงเรือเล็ก ก่อนไปตลาดร้อยเสา ตลาดขายของฝากใหญ่ที่สุดของ จ.ระยอง เดินดูปัญหาขยะทะเลและขยะชุมชนในซอยดงหมึก ตลาดบ้านเพ แล้วมาเป็นประธานพิธีเปิดศูนย์ประสานงานคณะก้าวหน้าระยอง (บ้านเพ) เลขที่ 153/11 ต.เพ อ.เมือง จ.ระยอง โดยได้เปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร อบจ.ระยอง คือ น.ส.สว่างจิต เลาหะโรจนะพันธ์ และ 3 ว่าที่ผู้สมัคร อปท.ระยอง 1.นางบุศรินทร์ ธงศรีเจริญ ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลตำบลบ้านเพ 2.นายพัฒนพงศ์ หนูอุดม ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลเมืองมาบตาพุด 3.นางรุ้งรัชต ธิติวรดา ว่าที่ผู้สมัครนายกเทศบาลเมืองบ้านฉาง ระยอง

ลั่นถ้ามีรัฐประหารออกมาต้านแน่

นายธนาธรกล่าวว่า ได้รับฟังปัญหาทั้งเศรษฐกิจและปัญหาขยะเพื่อวางแผนการเลือกตั้งต่อไป บังเอิญมาก่อน ครม.สัญจร ไม่มีเจตนาแอบแฝง ปัญหาใหญ่นักท่องเที่ยวหายไปกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ ต้องปรับปรุงการเดินทาง ปรับปรุงท่าเรือ ควรผ่อนปรนมาตรการของภาครัฐที่เข้มงวดเกินไป งบฯที่นำไปซื้อเรือดำน้ำจึงไม่เห็นด้วย ควรนำงบฯดังกล่าวไปฟื้นฟูประเทศจะได้ประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ จึงไม่เห็นด้วยกับการซื้อเรือดำน้ำ เมื่อถามถึงกรณีกระแสข่าวลือเรื่องรัฐประหาร นายธนาธรกล่าวว่า เรายืนยันมาตลอดว่าการรัฐประหารไม่ใช่ทางออก เพราะถ้ารัฐประหารเป็นทางออก วันนี้ประเทศไทยเจริญพัฒนารุดหน้าไปนานแล้ว เพราะเรามีการทำรัฐประหารบ่อยครั้งมาก วิกฤตการณ์การเมืองที่เราเผชิญรอบนี้มาจากการรัฐประหารปี 2549 เรายังแก้ไม่จบแต่ถ้าเกิดขึ้นเราก็พร้อมจะออกมาต่อต้าน และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนที่รักประชาธิปไตยออกมาแสดงการไม่ยอมรับพร้อมกันทั่วประเทศ

ปชช.กังวลม็อบปลดแอกบานปลาย

วันเดียวกัน นิด้าโพล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ม็อบกลุ่มประชาชนปลดแอก” ระหว่างวันที่ 18-20 ส.ค.จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ 1,312 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 26.37 กังวลมากว่าจะบานปลาย แตกแยก รุนแรงในสังคม ร้อยละ 34.76 ค่อนข้างกังวล เกรงว่าจะมีการปลุกระดมให้เกิดความรุนแรงระหว่างกลุ่มคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ร้อยละ 14.18 ไม่ค่อยกังวล เป็นสิทธิเสรีภาพการแสดงข้อเรียกร้อง ร้อยละ 24.16 ไม่กังวลเลย เพราะเป็นปกติของการเมืองไทย ขณะที่ร้อยละ 45.27 ระบุนายกฯควรรับฟังปัญหาจากกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยตนเอง ร้อยละ 24.16 ควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่ทันที ร้อยละ 11.43 ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 ให้มี ส.ส.ร.แล้วยุบสภาเลือกตั้งใหม่

อยากให้คนไทยมีทัศนคติที่ดีต่อ ปทช.

ด้านสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เปิดเผยผลสำรวจภาคสนาม เรื่องเยาวชนปลดแอก กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศผ่าน “เสียงประชาชนในโลกโซเชียล” ด้วยระบบ Net Super Poll รวม 11,579 ตัวอย่างในโลกโซเชียลและ “เสียงประชาชนในสังคมดั้งเดิม” 1,812 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 15-22 ส.ค.พบว่าร้อยละ 93.4 เห็นควรรวมพลังปลดแอก ไม่ยอมให้ต่างชาติแทรกแซง ทำคนในชาติแตกแยก ร้อยละ 90 ให้ปลดแอกจากการถูกรังแก คุกคามในห้องเรียน โรงเรียน ชุมชน ร้อยละ 80.6 ร่วมกันปลดแอกแจ้งหน่วยงานรัฐ เป็นหูเป็นตาใช้โซเชียลเปิดโปงรักษาความมั่นคงชาติ ทั้งนี้ ร้อยละ 98.1 ต้องการให้คนไทยทุกคนมีทัศนคติที่ดีต่อประเทศชาติบ้านเมือง ร้อยละ 97.2 ต้องการให้คนไทยทุกคนมีงานทำ มีอนาคตดี ร้อยละ 96.9 ต้องการให้คนไทยสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ปกป้องเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ร้อยละ 96.7 ต้องการให้คนไทยเป็นพลเมืองที่ดี ร้อยละ 96.2 ต้องการให้คนไทยมีระเบียบ

เห็นด้วยแก้ รธน. “ตู่” ยุบสภา-ไขก๊อก

ขณะที่สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่มีต่อกรณี “การชุมนุมประท้วง” ของนักศึกษา ณ วันนี้ จำนวน 197,029 คน เมื่อวันที่ 16-21 ส.ค.พบว่าร้อยละ 59.11 ระบุเป็นการเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย ร้อยละ 41.76 ต้องไม่จาบจ้วงสถาบัน ร้อยละ 40.41 ห่วงเรื่องความปลอดภัย ร้อยละ 40.10 ผู้เกี่ยวข้องควรรับฟัง ร้อยละ 38.90 มีผู้อยู่เบื้องหลัง ทั้งนี้ ร้อยละ 62.84 เห็นด้วยให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เป็นกลาง สืบทอดอำนาจเผด็จการ อยากให้แก้ไขที่มา ส.ว.ร้อยละ 24.85 ไม่เห็นด้วยเพราะเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 12.31 ไม่แสดงความคิดเห็น โดยร้อยละ 53.88 เห็นด้วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภาหรือลาออก เพราะบริหารงานล้มเหลว มาจากการสืบทอดอำนาจ ร้อยละ 38.43 ไม่เห็นด้วย เพราะเป็นคนดี ซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ ตั้งใจทำงาน จงรักภักดี ร้อยละ 7.69 ไม่แสดงความคิดเห็น ส่วนข้อเรียกร้องให้ “หยุดคุกคามประชาชน” ร้อยละ 59.47 เห็นด้วย ร้อยละ 29.19 ไม่เห็นด้วย ส่วนภาพรวมการชุมนุม ประท้วงของนักศึกษา ณ วันนี้ร้อยละ 53.71 เห็นด้วย ร้อยละ 41.17 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 5.12 ไม่แสดง ความคิดเห็น

ข่าว-ไทยรัฐ