ยกเลิกของเก่าใช้หมายจับใหม่ บอส อยู่วิทยา ขับรถประมาทในคดีชนตำรวจตาย

228

พนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ยื่นศาลอาญา กรุงเทพใต้ ขอออกหมายจับใหม่ “บอส อยู่วิทยา” 1.ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย 2.ไม่หยุดรถและให้ความช่วยเหลือ ไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าพนักงานทันที 3.เสพโคเคนอีก 1 ข้อหา “วิชา” นัดประชุม คกก.ชุดใหญ่ เตรียมสรุปสำนวนฉบับสมบูรณ์รายงานนายกฯ ให้ทันสิ้นเดือนสิงหาคม นพ.แท้จริงจ่อนำข้อมูลหลักฐานใหม่เอาผิดบอสเมาแล้วขับไปให้เพิ่ม ก.อ.พลิกร่างหลักเกณฑ์สอบวินัยรอง อสส. กรณี “เนตร นาคสุข” สั่งคดีบอสจนเกิดความเคลือบแคลงสงสัย รอเพียงประกาศราชกิจจาฯ ขณะที่ อสส.ยังไม่เซ็นอนุมัติให้เจ้าตัวลาออก เผยระเบียบสามารถยับยั้งได้ไม่เกิน 3 เดือน

จากคดีที่ทำให้ประชาชนเคลือบแคลงใจกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะตำรวจและอัยการ กรณีอัยการสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ หรือบอส อยู่วิทยา ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังยี่ห้อดัง ขับรถสปอร์ตเฟอร์รารี่ ชน ด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ผบ.หมู่งานปราบปราม สน.ทองหล่อ เสียชีวิตบนถนนสุขุมวิท เมื่อเช้ามืดวันที่ 3 ก.ย.55 ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีคำสั่งให้นายวิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายกรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชนในคดีนี้ มีการเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคนไปซักถาม ขณะที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) เผยผลสำรวจคดี “บอส อยู่วิทยา” สิ่งที่ประชาชนรู้สึกรับไม่ได้มากที่สุดคือ การทำคดีล่าช้า และดูเหมือนมีการแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองและอิทธิพลของกลุ่มนายทุน ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีนี้ ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 ส.ค. มีรายงานข่าวจากคณะกรรมการ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่มีนายวิชา มหาคุณ เป็นประธาน ว่า นายวิชาได้นัดประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดใหญ่ ในวันที่ 26 ส.ค. เวลา 13.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา อาคารเทเวศร์ เพื่อติดตามความคืบหน้าการสอบพยานเพิ่มเติมทั้งในฝ่ายของตำรวจ และบุคคลทั่วไป เพื่อนำมาประมวลผลและรวบรวมข้อมูลยกร่างรายงานฉบับสมบูรณ์ส่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พิจารณาได้ในกำหนดสิ้นเดือนนี้

ขณะที่ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 ส.ค. เวลา 13.30น. จะไปยื่นหนังสือมอบข้อมูลที่เป็นหลักฐานใหม่เมาแล้วขับในคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา แก่นายวิชา มหาคุณ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีคำสั่งไม่ฟ้องคดีอาญาที่อยู่ในความสนใจของประชาชน ที่อาคารเทเวศร์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ถนนสามเสน

ส่วนกรณีที่ประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) โหวตไม่เห็นชอบตั้งอนุกรรมการตรวจสอบดุลพินิจของนายเนตร นาคสุข รองอัยการสูงสุด กรณีสั่งไม่ฟ้องนายวรยุทธ อยู่วิทยา มีรายงานจากสำนักงานอัยการสูงสุดถึงระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการทางวินัยและสั่งลงโทษทางวินัยสำหรับรองอัยการสูงสุดยังไม่เคยมีมาก่อน ดังนั้น ก.อ.ได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 18 ส.ค.63 ให้ยกร่างระเบียบว่าด้วยการสอบวินัยรอง อสส.ที่จะนำมาใช้กับกรณีการสั่งคดีของนายเนตร อันอาจจะให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย ซึ่งการสั่งสำนวนของพนักงานอัยการจะขาดความระมัดระวังหรือไม่อย่างไร อันเป็นเหตุสงสัยว่ากระทำความผิดทางวินัยได้ อยู่ระหว่างรอประกาศราชกิจจานุเบกษา

รายงานระบุรายละเอียดโดยสรุปดังนี้ว่า ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการ พ.ศ. … รองอัยการสูงสุด พ.ศ. …ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ในระเบียบนี้ “ก.อ.” หมายความว่าคณะกรรมการอัยการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ เมื่อมีผู้เสนอเรื่องต่อ ก.อ. กล่าวหารองอัยการสูงสุดว่ากระทำผิดวินัย ให้ ก.อ.พิจารณาสอบสวนขั้นต้นเพื่อให้ได้ความจริงและเป็นธรรมโดยมิชักช้า

รายงานระบุต่อไปว่า การกล่าวหาดังต่อไปนี้ ก.อ.อาจไม่ดำเนินการสอบสวนก็ได้ (1) การกล่าวหาเป็นบัตรสนเท่ห์ซึ่งไม่มีพยานหลักฐานแวดล้อมปรากฏชัดแจ้งตลอดจนไม่ชี้พยานบุคคลแน่นอนพอที่จะสอบสวนได้ (2) การกล่าวหาไม่มีข้อมูลหรือไม่มีสาระเพียงพอให้สอบสวนหาความจริงได้ (3) การกล่าวหาเรื่องการใช้ดุลพินิจในการสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ ในกรณีที่ ก.อ.พิจารณาเห็นว่าการกล่าวหานั้นเป็นกรณีที่จะดำเนินการสอบสวนได้ ก.อ. อาจมอบหมายให้กรรมการอัยการคนหนึ่งคนใดหรือข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาหรือแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขั้นต้นตามที่เห็นสมควร โดยประธานกรรมการต้องเป็นกรรมการอัยการหรือข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา เว้นแต่มีความจำเป็นจะแต่งตั้งกรรมการจากข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาก็ได้เป็นผู้ดำเนินการสอบสวนขั้นต้นแทน

การสอบสวนขั้นต้นให้ดำเนินการตามระเบียบและวิธีการว่าด้วยหลักเกณฑ์สอบสวนขั้นต้นกรณีข้าราชการอัยการถูกกล่าวหาหรือเป็นที่สงสัยว่ากระทำผิดวินัย และการรายงานผลการสอบสวนขั้นต้น ที่ปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงโดยอนุโลม เมื่อ ก.อ.ได้รับรายงานผลการสอบสวนขั้นต้นแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำผิดวินัย หรือการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย หรือไม่มีมูล ให้มีมติยุติเรื่องในกรณีที่ ก.อ. เห็นว่ากระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง ให้มีมติตามมาตรา 88 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 ต่อไป

ในกรณีที่ผลการสอบสวนขั้นต้นปรากฏว่ามีมูลเป็นกรณีกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงสอบสวนโดยคณะกรรมการสอบสวนต้องเป็นกรรมการอัยการหรือข้าราชการอัยการที่มีอาวุโสไม่ต่ำกว่า ให้ ก.อ. แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนอย่างน้อย 3 คนเพื่อสอบสวน โดยคณะกรรมการสอบสวนต้องเป็นกรรมการ อัยการหรือข้าราชการ อัยการอาวุโสที่มีอาวุโสไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา เว้นแต่มีความจำเป็นจะแต่งตั้งกรรมการจากข้าราชการอัยการซึ่งมีอาวุโสต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหาก็ได้ การสอบสวนให้ดำเนินการตามระเบียบคณะกรรมการอัยการว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงข้าราชการอัยการโดยอนุโลม ในกรณีที่ ก.อ.เห็นว่ารองอัยการสูงสุดกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ให้มีมติลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการแล้วแต่กรณี รวมทั้งให้ ก.อ.มีอำนาจตีความและวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามระเบียบนี้ บรรดาระเบียบข้อกำหนดประกาศและคำสั่งอื่นใดซึ่งขัด หรือแย้งกับระเบียบนี้ให้ใช้ระเบียบนี้แทน

ส่วนกรณีที่นายเนตรได้ยื่นหนังสือลาออกเมื่อ 11 ส.ค.63 มีรายงานว่า กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องคือตาม พ.ร.บ.ข้าราชการฝ่ายอัยการมาตรา 58 บัญญัติว่า ข้าราชการอัยการผู้ใดประสงค์จะลาออกจากราชการให้ยื่นหนังสือขอลาออกต่อผู้บังคับบัญชาเหนือขึ้นไปชั้นหนึ่ง เพื่อเสนอ อสส.พิจารณาอนุญาต ถ้าอัยการสูงสุดเห็นว่าจำเป็นเพื่อประโยชน์แก่ราชการจะยับยั้งการอนุญาตให้ลาออกไว้เป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันขอลาออกก็ได้ ขณะนี้ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า อสส.เซ็นอนุญาตให้นายเนตรลาออกแต่อย่างใด

ข่าว-ไทยรัฐ