“อันวาร์” เผยเหตุผลมติ ปชป. คว่ำเรือดำน้ำ แนะรัฐบาลจัดลำดับปัญหาสำคัญ

96

“อันวาร์” เผยเหตุผลมติที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ คว่ำซื้อเรือดำน้ำ แนะรัฐบาลจัดลำดับปัญหาสำคัญ ยกปมเหมืองทองหาคนรับผิดชอบ

วันที่ 28 ส.ค. 2563 นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการจัดซื้อเรือดำน้ำว่า จากกรณีที่มีข่าวให้เลื่อนการพิจารณาการจัดซื้อเรือดำน้ำ 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาท ของกองทัพเรือ ออกไปเป็นวันที่ 31 ส.ค. 2563 ซึ่งในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ เชิญคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดมาซักถามถึงรายละเอียดและความจำเป็นในการจัดซื้อ เพื่อเปรียบเทียบความเหมาะสมกับสถานการณ์ของประเทศที่กำลังอยู่ในวิกฤติเศรษฐกิจ ธุรกิจหลายภาคส่วนต้องปิดกิจการ ประชาชนตกงานจำนวนมาก รัฐบาลเกิดปัญหาวิกฤติในเรื่องเงินคงคลัง ต้องขอความเห็นชอบจากสภาฯ ในการกู้เงินจำนวนมหาศาลมาแก้ไขวิกฤติครั้งนี้ อีกทั้งรับทราบข้อมูลว่า ขณะนี้ก็ยังไม่มีการเซ็นสัญญาใดๆ ที่เป็นการผูกมัดอันอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายกับรัฐบาลไทยในกรณีที่จำเป็นต้องยกเลิก หรือชะลอการซื้อในช่วงที่ประเทศยังอยู่ภายใต้วิกฤติขณะนี้ พรรคประชาธิปัตย์จึงมีมติไม่เห็นชอบในการจัดซื้อเรือดำน้ำ

นายอันวาร์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับมติพรรค แม้เหตุผลที่กองทัพเรืออ้างภารกิจความมั่นคงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรับฟัง แต่ความมั่นคงของประเทศมีหลายด้าน ควรต้องลำดับความสำคัญก่อนและหลัง รัฐบาลจึงควรเห็นแก่วิกฤติประเทศก่อน เช่น ควรพิจารณาแก้ไขในเรื่องความขัดแย้งกรณีเหมืองทองอัครา ที่เกิดจากการผิดสัญญาที่รัฐบาลใช้อำนาจตาม มาตรา 44 ด้วยคำสั่ง คสช.ที่ 72/2559 ลงวันที่ 14 ธ.ค. 2559 ที่ประกาศว่า ผู้ประกอบการเหมืองแร่ทองคำจะต้องระงับการประกอบกิจการตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้รัฐบาลไทยต้องตกป็นจำเลยต่อ บริษัท อัครา ไมน์นิ่ง จำกัด ที่เรียกร้องให้มีการชดเชยค่าเสียหายเป็นจำนวนมากถึง 750 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (22,672 ล้านบาท) โดยเป็นคดีตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย. 2560

“หากเกิดพลาดพลั้งแพ้คดี มีข่าวที่ไม่เป็นมงคลว่าอาจจะต้องจ่ายเงินชดใช้เพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาท ผมทราบว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะกระบวนการต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมาจึงยังคงมีความหวังและมีโอกาส แต่คดีที่ไม่มีโอกาสเลย คือการฟ้องร้องกันระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับเอกชน ในกรณีโครงการโฮปเวลล์ ที่ รฟท. เป็นฝ่ายแพ้คดี รัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคม ได้พยายามหาข้อมูลใหม่ที่จะเอาชนะในคดีนี้ให้ได้ แต่สุดท้ายศาลวินิจฉัยเป็นที่สิ้นสุดแล้ว รัฐบาลต้องชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ศาลสั่ง รัฐบาลควรจัดลำดับว่า เรื่องใดเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำก่อนมากกว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำ เพราะเป็นคำสั่งศาลที่สิ้นสุดแล้ว และความเสียหายเริ่มเกิดขึ้นแล้ว เพราะต้องจ่ายดอกเบี้ยถึงวันละ 24 ล้านบาท และสังคมอาจจะต้องถามหาผู้รับผิดชอบในกรณีที่รัฐบาลเพิกเฉย” 

ข่าว-ไทยรัฐ