เปิดจุดตาย 5 สัญญาณความเสี่ยง รัฐบาล “บิ๊กตู่” ไปไม่รอด ต้องชิงลาออก

562

หลายๆ ปมปัญหากำลังถาโถมรัฐบาล “บิ๊กตู่” แม้มีการปรับ ครม.ชุดใหม่ไปแล้ว แต่หลายฝ่ายมองว่า ไม่ได้ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หรือคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เพราะเป็นเพียงการแก้ปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น

หากประเมิน 5 ความเสี่ยง อาจทำให้รัฐบาล “บิ๊กตู่” ไม่ได้ไปต่อ จนครบวาระ 4 ปีในการบริหารประเทศ ทางด้าน รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” โดยเริ่มจาก อันดับหนึ่ง คือ ปัญหาเศรษฐกิจ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับประชาชนในลักษณะห่วงโซ่อุปทาน และผลจากปัญหาเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากมาย โดยเฉพาะรายได้ของครอบครัวที่ลดลง เป็นเรื่องใกล้ตัวมากหากเศรษฐกิจไม่ได้รับการฟื้นฟูให้ดีขึ้น และนับไปอีก 3 เดือน ทั้งจากการทำงานของ ครม.ชุดใหม่ จะเห็นทิศทางในการแก้ปัญหาได้หรือไม่ และการฟื้นฟูเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด รวมถึงภาคท่องเที่ยว จะได้รับการฟื้นฟูอย่างไร

อันดับสอง จากการชุมนุมของนิสิต นักศึกษา จะขยายตัวหรือไม่ในอีก 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดหลังมีการชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดกระแสการเคลื่อนไหวไปยังระดับโรงเรียน และในเดือน ก.ย.นี้ จะเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหวอีก ผนวกกับใน 3 เดือนข้างหน้า ผลประกอบการของธุรกิจต่างๆ จะออกมา หากมีการปิดกิจการ ส่งผลให้คนตกงานเพิ่มมากขึ้น ได้รับความเดือดร้อน นำไปสู่การชุมนุม แม้อุดมการณ์อาจไม่ใช่ทางเดียวกัน แต่มีความต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลเช่นเดียวกัน

เรื่องต่อมาใน อันดับสาม กรณีจัดซื้อเรือดำน้ำ แม้ที่ผ่านมามีคำอธิบายจากกองทัพเรือเรื่องการทำสัญญากับจีน และรัฐบาลพยายามชี้แจงว่าเป็นงบประมาณผูกพัน มีการดำเนินการไปแล้วบางส่วน แต่ไม่ได้ทำให้สังคมหยุดคัดค้านเลิกวิพากษ์วิจารณ์ ส่วนการจัดซื้อเรือดำน้ำจะถอยหรือไม่ เกี่ยวข้องกับการเดินหน้าของรัฐบาล เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์ได้ออกมายืนยันชัดเจนแล้วจะไม่สนับสนุน หากรัฐบาลยังคงไม่ถอย จะเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรงทั้งในและนอกสภาในเรื่องความโปร่งใส

อันดับสี่ ประเด็นเหมืองแร่ทองคำอัครา อาจเป็นจุดอ่อนที่จะถูกหยิบยกมาเป็นประเด็นการเมือง เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการพูดถึงการใช้มาตรา 44 ส่งผลให้รัฐบาลต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัทผู้รับสัมปทาน อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือนำไปโยงกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 279 ในเรื่องการออกประกาศคำสั่งของ คสช. จากปัญหาการใช้มาตรา 44

อันดับห้า อีกหนึ่งความเสี่ยงส่งผลกระทบต่อรัฐบาล ในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องใหญ่ เป็นกติกาที่จะทำให้สังคมเดินหน้าได้หรือไม่ ทำให้รัฐบาลต้องยอมและเห็นควรแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับรัฐบาล, ร่างรัฐธรรมนูญฉบับพรรคเพื่อไทย และฉบับพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นการตกผลึกของทุกฝ่าย แต่หากมีจุดใดจุดหนึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ จะเกิดปัญหานำไปสู่การเรียกร้องกติกาและความเป็นธรรมในสังคม ว่าจะสามารถเดินต่อไปได้ด้วยความเป็นธรรมหรือไม่ หรือเป็นไปทางตรงกันข้าม

“สิ่งที่จะส่งผลกระทบต่อรัฐบาลในการจะอยู่หรือไป มองว่าเรื่องเศรษฐกิจ เกิดจากกระบวนการทำงานที่มาจากรัฐบาลทั้งสิ้น ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่สุด หากรัฐบาลแก้ไขไม่ได้ จะส่งผลกระทบมากมายต่อรัฐบาล และยังมีความเสี่ยงทั้งการเมืองในสภา และนอกสภา จากการชุมนุมเคลื่อนไหว เป็นปัจจัยที่รัฐบาลต้องเผชิญ เพราะทุกอย่างมีการเชื่อมโยงกันหมด และขณะนี้รัฐบาลพยายามแก้ไข อาจยังไม่ถึงขั้นสั่นคลอนรัฐบาล เพราะหลายอย่างเพิ่งเริ่มต้น”

นอกจากนี้จะเห็นการชุมนุมเคลื่อนไหวมีการขยายตัวมากขึ้น แต่ยังไม่มีพลังจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ต้องรอดูเดือน ก.ย.นี้ จะเกิดพลังมากน้อยเพียงใด อาจมีม็อบต่างๆ เข้ามาเสริม ทั้งม็อบเกษตรกร และม็อบผู้ใช้แรงงาน หากม็อบต่างๆ มาเชื่อมต่อกัน จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นและขยายวงกว้าง ทำให้โอกาสของรัฐบาลอยู่ได้ยากมากขึ้น และเมื่อรวมกับเรื่องเรือดำน้ำ เหมืองทองอัครา และการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นปัจจัยที่เกิดจากรัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายกรอบการทำงาน จะยิ่งส่งผลกระทบต่อรัฐบาลมากขึ้น

สุดท้ายแล้วนายกรัฐมนตรี อาจต้องลาอออก มีความเป็นไปได้สูงมากกว่าการยุบสภา เพราะสุดท้ายแล้วจะสามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้อีก จากการโหวตในสภาซึ่งมีเสียงข้างมาก ส่วนการรัฐประหาร มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เนื่องจากโครงสร้างกองทัพมีทั้งกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และระบบอาวุโส ซึ่งทั้งหมดจะต้องรอจังหวะ เวลา และโอกาส ทำให้การรัฐประหารในไทยมีความเป็นไปได้ตลอด หรืออาจเป็นกลุ่มใหม่ก่อรัฐประหารก็อาจเป็นไปได้.

ข่าว-ไทยรัฐ