ผ่านไปกี่ยุค การเมืองไทยไม่เปลี่ยน อยู่ในวังวนวงจรอุบาทว์ รัฐประหารซ้ำๆ

140
  • การเมืองไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน มีความเหมือนหรือแตกต่างอย่างไร? ท่ามกลางความขัดแย้งในบ้านเมืองมีมานานอย่างต่อเนื่องไม่จบสิ้น สลับกับการยึดอำนาจรัฐประหารที่ประเทศไทยเคยมีมาแล้ว 13 ครั้ง นับตั้งแต่ปี 2476 ฉุดรั้งประชาธิปไตยไม่ให้เดินหน้า กลายเป็นวิกฤติการเมืองไทยที่ยังคงล้มลุกคลุกคลานมาตลอด
  • เมื่อมายุคปัจจุบันในรัฐบาล “บิ๊กตู่” ภายหลังการรัฐประหารในปี 2557 นำไปสู่การเลือกตั้ง บ้านเมืองเริ่มมีปัญหามากขึ้นในหลายประเด็น กระทั่งเกิดแฟลชม็อบของนิสิต นักศึกษา ลามไปถึงระดับนักเรียนด้วยการแสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้ว ในการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล เรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ จนได้รับการสนองตอบ
  • ปัญหาการเมืองเกือบร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อกองทัพเรือเสนอโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ ท่ามกลางการคัดค้านไม่เห็นด้วยของคนในสังคม ในห้วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง ผู้คนเดือดร้อนตกงานขาดรายได้ ทำให้ต้องระงับการจัดซื้อเรือดำน้ำไปในที่สุด

การเมืองไทย จมอยู่กับวังวน “วงจรอุบาทว์”

ดูเหมือนว่าการเมืองไทยจะจมกับวังวนความขัดแย้งมาโดยตลอด เกือบถอยหลังเข้าคลองมาแล้วหลายครั้ง จนอาจไม่มีความแตกต่างจากอดีตก็เป็นไปได้ และในความเห็นของ “รศ.ดร.ธนภัทร ปัจฉิมม์” คณบดีโรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า การเมืองไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันแทบไม่มีความแตกต่าง จะเป็นแบบเดิมๆ ที่เคยเป็นมาแบบไทยๆ ดั้งเดิมที่เป็นอำนาจผูกขาด มองข้ามสิทธิเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน ไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย เช่น การยึดอำนาจ “รัฐประหาร” ยังคงวนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย ตั้งแต่ปี 2475 และรูปแบบที่มาของนายกรัฐมนตรี มาจากทหารมากกว่าพลเรือน จากการยึดอำนาจรัฐประหารซึ่งมีมาตลอดไม่จบสิ้น

ขณะที่สิทธิเสรีภาพของประชาชน มักมีการถูกหยิบยกให้เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยในรูปแบบของรัฐธรรมนูญ กลับกลายเป็นข้ออ้างของนักการเมืองมาโดยตลอดเวลาไม่มีความจริงจัง และยังคงฝักใฝ่ในเรื่องของตัวเอง โดยมองข้ามประชาชนที่เลือกตนเองเข้ามาทำหน้าที่แทนประชาชน ทั้งๆ ที่ต้องจัดการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำมากที่สุด ทั้งในเรื่องการศึกษาและสังคม แต่ไม่เคยดำเนินการตามเป้าหมายของรัฐธรรมนูญ แสดงให้เห็นจริยธรรมของนักการเมืองยังไม่ดีขึ้น และประชาชนไม่สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้

“ไม่มีการเมืองยุคไหนดีที่สุด เพราะไม่มีความแตกต่าง มีแต่ความเหมือนที่เคยทำๆ กันมา ไม่เปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม หากมองแล้วรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด มีการแบ่งแยกอำนาจ ส.ส.กับฝ่ายบริหารอย่างชัดเจน แต่ใช้ได้ไม่ถึง 10 ปีก็เปลี่ยน ทำให้มองว่าการเมืองไทยในแต่ละยุคสมัยแทบไม่มีความแตกต่างจากอดีต มีความพยายามปรับเปลี่ยนรัฐธรรมนูญให้เข้ากับกระแสประชาธิปไตย แต่เรากลับพยายามจัดการวางกรอบรัฐธรรมนูญให้สวนกระแสประชาธิปไตย เพื่อบอกว่าเป็นประชาธิปไตยผ่านรัฐธรรมนูญ แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่สามารถทำให้รัฐธรรมนูญอยู่ได้อย่างยั่งยืน ถือเป็นความล้มเหลวของการเมืองไทย”

รัฐประหาร ยังไม่หายจากเมืองไทย เกิดขึ้นได้ตลอด

ส่วนตัวการใหญ่ที่ทำลายประชาธิปไตย ล้วนแล้วแต่เป็นพวกชนชั้นทางการเมือง เนื่องจากที่ผ่านมาไม่บูรณาการการทำงานให้เข้าถึงคนรากหญ้า และถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองไทยต้องเรียนรู้มารยาททางการเมือง ต้องหล่อหลอมให้เข้าถึงประชาชน หากไม่ยอมสลัด ไม่ยอมปล่อยหัวโขน ไม่ยอมปล่อยอำนาจ ยิ่งเป็นการทำลายประชาธิปไตย โดยเฉพาะสิ่งที่น่ากลัวมากที่สุด คือ เล่ห์เหลี่ยมนักการเมืองที่ไม่มีความจริงใจกับประเทศชาติ ควรแยกประโยชน์ส่วนตัวกับประโยชน์ของประเทศชาติ อย่าเอาประโยชน์ส่วนตัวมาปะปน

แม้การเมืองไทยจะเข้าสู่ยุคใดก็ตาม คิดว่ารัฐประหารยังไม่หายจากไป ยังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ยกตัวอย่างปี 2549 มีการก่อรัฐประหาร จะเดินหน้าทำโรดแม็ป แต่กลับไม่สำเร็จ จนมาถึงปี 2557 มีการรัฐประหารอีก จะเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ กลับไม่ไปหน้ามาหลัง ดังนั้นเราควรนำสถานการณ์ปัญหาในปัจจุบันมาหาทางออกร่วมกัน และหากถามว่า จะเกิดรัฐประหารอีกหรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้ตลอด เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันกับกองทัพมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งตรงนี้เป็นความแตกต่างจากการเมืองในอดีต และจะเป็นเรื่องง่ายมากขึ้นหากจะก่อรัฐประหาร

เมื่อย้อนไปดูบทเรียนในอดีต พบว่า ข้ออ้างในการ “รัฐประหาร” ส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับความแตกแยกของคนในชาติ บ้านเมืองเกิดการคอร์รัปชัน และโดยเฉพาะการดูหมิ่นดูแคลนสถาบันของชาติ ซึ่งรัฐบาลต้องระมัดระวัง อาจนำไปสู่การรัฐประหารได้ จากบทเรียนในการรัฐประหารปี 2557 ที่กองทัพออกมายืนยันจะไม่ออกมารัฐประหาร แต่ท้ายที่สุดก็ต้องออกมา ทำให้เชื่อว่ากองทัพมีความพร้อมตลอดเวลาในการก่อรัฐประหาร เพื่อปกป้องสถาบันของชาติ และไม่ให้คนในชาติเกิดความแตกแยก

ดังนั้นในเดือนกันยายนนี้ มีความน่าสนใจในประเด็นการเคลื่อนไหวของการเมืองภาคประชาชน จะเกิดการชุมนุมจนเป็นวงกว้างหรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจเป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับปากท้องประชาชน คงต้องจับตาดูต่อไป.

ผู้เขียน : ปูรณิมา

ข่าว-ไทยรัฐ