งบฯเรือดำน้ำพ่นพิษ ทร.เปิดฉาก ฟ้อง “ยุทธพงศ์” หมิ่นประมาท

103

งบฯเรือดำน้ำพ่นพิษ ทร.เปิดฉาก ฟ้อง “ยุทธพงศ์” หมิ่นประมาท ส่งทหาร พระธรรมนูญโร่ขึ้นกองปราบฯ แจ้งความทำลายชื่อเสียง ลูกประดู่ รับไม่ได้โดนถล่มจีทูจีเก๊-ไม่โปร่งใส-ผลาญภาษี “โจ้” ไม่ยี่หระลั่นบริสุทธิ์ใจไร้เจตนาร้าย แค่ทำหน้าที่ตรวจสอบงบฯ เพื่อไทยเอาด้วยนัดถกร่างญัตติแก้ รธน.มาตรา 272 ปลดล็อกอำนาจ ส.ว. “ส.ส.ปชป.” เต้นดาหน้าปัดไม่ได้กบฏพรรค “เทพไท-อันวาร์” ยันเป็นอุดมการณ์ไม่ขัด ปชต. “กิตติศักดิ์” มาแปลกโละอำนาจ ส.ว.ขวาง ส.ส.ร.เน้นรายมาตรา “พี่ศรี” ออกโรงต้าน “สันติ” นั่งคุมคลัง เตือนแรงถ้า “บิ๊กตู่” หน้ามืดตามัวดึงดันหาที่ฝังกลบรัฐบาลได้เลย ขณะที่ม็อบปลดแอกบุกให้กำลังใจ “อานนท์-ไมค์” ผูกโบขาวทวงความยุติธรรมหน้าเรือนจำ แอมเนสตี้บี้รัฐบาลไทยเลิกตั้งข้อหาม็อบ

หลังจากกองทัพเรือ (ทร.) ตัดงบจัดซื้อเรือดำน้ำออกจากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ตามคำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า ทร.เคลื่อนไหวแจ้งความเอาผิดฐานหมิ่นประมาทนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่เป็นหัวหอกตรวจสอบโดยเฉพาะกรณีระบุ ทร.ทำจีทูจีเก๊ในการจัดซื้อเรือดำน้ำ

ทร.แจ้งจับ “โจ้” บิดข้อมูลเรือดำน้ำ

เมื่อวันที่ 4 ก.ย. พล.ร.ท.ประชาชาติ ศรีสวัสดิ์ โฆษกกองทัพเรือ (ทร.) เปิดเผยว่า พล.ร.อ.ชาติชาย ศรีวรขาร ผู้ช่วย ผบ.ทร. มอบหมายกรมพระธรรมนูญ ทร. แจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคราม รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กรณีให้ข้อมูลบิดเบือนโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำของ ทร.จนทำให้ประชาชนเคลือบแคลงสงสัยต่อการปฏิบัติงานของ ทร.จึงส่งเจ้าหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษในข้อหาหมิ่นประมาท

ทหารพระธรรมนูญรุดยื่นกองปราบฯ

กระทั่งเวลา 11.00 น. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) น.อ.อรรณพ แจ่มศรีใส ผอ.กองกฤษฎีกา สำนักงานพระธรรมนูญทหารเรือ รับมอบอำนาจให้เป็นตัวแทนจาก ทร.เข้าพบ ร.ต.อ.ชัชวาล ละอองบัว รอง สว. (สอบสวน) กก.1 บก.ป.เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธพงศ์ ฐานหมิ่นประมาท กรณีจัดแถลงข่าวโจมตี ทร.จัดซื้อเรือดำน้ำด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จจนทำให้ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง

จีทูจีเก๊ฟางเส้นสุดท้ายตัดสินใจฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเข้าแจ้งความของ ทร.สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 23-24 ส.ค. นายยุทธพงศ์ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ที่พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับกรณีการจัดซื้อจัดสร้างเรือดำน้ำ 2 ครั้ง มีการระบุว่า การจัดซื้อเรือดำน้ำของ ทร.ไม่ได้เป็นสัญญาจีทูจี เอกสารที่ลงนามกันเป็นเพียงข้อตกลงหรือจีทูจีเก๊ ไม่มีข้อผูกมัดใดๆและอ้างว่า ทร.พยายามปกปิดเอกสารมาตลอดโดยไม่มีการชี้แจง ทำให้เชื่อว่าไม่โปร่งใสไม่ชอบมาพากล ผลาญเงินภาษีประชาชน ทำให้ ทร.ได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่เป็นความจริง เป็นการกล่าวหาโจมตีด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ จึงตัดสินใจแจ้งความดำเนินคดีกับนายยุทธพงศ์ อย่างไรก็ตาม พนักงานสอบสวนได้รับเรื่องไว้พิจารณา พร้อมกับสอบปากคำ น.อ.อรรณพ นำไปพิจารณาควบคู่กับพยานหลักฐานที่นำมามอบไว้ ก่อนรวบรวมคำให้การและพยานหลักฐานทั้งหมดเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณา

“ยุทธพงศ์” ลั่นบริสุทธิ์ใจไม่มีหวั่น

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกองทัพเรือแจ้งความหมิ่นประมาทเรื่องเรือดำน้ำว่า มั่นใจในความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ร้าย หรือทำลายชื่อเสียงของกองทัพเรือ แต่ที่ต้องออกมาคัดค้านการจัดซื้อเรือดำน้ำจีน 2 ลำ มูลค่า 22,500 ล้านบาทนั้น เนื่องจากการทำหน้าที่ของตนในฐานะกรรมาธิการงบฯ ปี 64 และทำหน้าที่ ส.ส.ออกมาปกป้องผลประโยชน์จากเงินภาษีของประชาชน ที่กำลังอดอยาก และเดือดร้อนจากปัญหาแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบัน ทั้งนี้ในวันที่ 5 ก.ย.เวลา 10.00 น. จะเปิดแถลงข่าวชี้แจงเรื่องที่ถูกกองทัพเรือฟ้อง ที่พรรคเพื่อไทย

“อันวาร์” เมินโดนข้อหากบฏ ปชป.

สำหรับความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี ส.ส.ประชาธิปัตย์ อาทิ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช และนายธีรภัทร พริ้งศุลกะ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ประกาศสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ที่มาและอำนาจของ ส.ว.ว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย เพราะไม่เห็นด้วยกับมาตรา 272 ขัดกับหลักการประชาธิปไตยชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ได้กลัวว่าจะโดน ตำหนิอะไรจากใครเพราะในการประชุม ส.ส.พรรคนายพนิชได้สอบถามกลางที่ประชุม 2-3 ครั้ง ทำนองว่าสามารถสงวนสิทธิไม่เอาด้วยกับมาตรา 272 ส.ว.เลือกนายกฯ ซึ่งนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค รวมถึงที่ประชุมพรรคไม่มีมติห้าม ส.ส.ดำเนินการเรื่องนี้ ยืนยันไม่ใช่กบฏ

“เทพไท” มั่นใจ ส.ว.ไม่ขวางแก้ รธน.

นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงท่าที ส.ว.ต่อการเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ประเมินท่าทีของ ส.ว.แล้วกระแสต่อต้านลดน้อยลงไปมาก มีเพียงแต่จะแก้ไขกันอย่างไรเท่านั้น ที่ว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่ยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นน่าจะเป็นการปล่อยข่าวเพื่อหยั่งกระแส ถ้ามีกลุ่มใดต่อต้านจะตกขบวนประชาธิปไตย เป็นพวกไดโนเสาร์เต่าล้านปีในยุคนี้อย่างแน่นอน สถานการณ์ของฝ่ายก้าวหน้ากำลังรุกไล่ฝ่ายอนุรักษนิยมอย่างเห็นได้ชัด จากรัฐบาลไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างเด็ดขาด พัฒนาจนถึงแก้ไขมาตรา 256 ปลดล็อกวิธีการแก้ไขให้ง่ายขึ้น รุกคืบจนถึงการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) บัดนี้เรียกร้องให้แก้มาตรา 272 ปิดสวิตช์ ส.ว. และอาจจะก้าวหน้าในประเด็นอื่นต่อไปเรื่อยๆเพราะเดือน ก.ย.กลุ่มประชาชนปลดแอกชุมนุมปิดสวิตช์ ส.ว.แน่นอน ถ้าฝ่ายการเมืองฝืนกระแสสังคมจะเกิดความขัดแย้งความรุนแรง นำไปสู่จุดวิกฤติของบ้านเมืองได้

ยันแก้ ม.272 คืออุดมการณ์ไม่ใช่กบฏ

นายเทพไทกล่าวว่า สำหรับการเคลื่อนไหวของเพื่อน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ บางส่วนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ไม่ได้เป็นกบฏของพรรคแต่อย่างใด เพราะการแก้ไขมาตรา 272 สอดคล้องกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ข้อ 4 และตรงกับจุดยืนของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นต่อการแก้ไขมาตรา 272 กับสื่อมวลชนมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มพิทักษ์อุดมการณ์พรรค และจุดยืนของหัวหน้าพรรคมากกว่า จึงเห็นว่าการเสนอญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เป็นไปตามหลักการและอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ทุกประการ

“ชินวรณ์” ยืนกราน ปชป.ยึดร่าง รบ.

นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ รองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า การเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นั้น ยืนยันว่า วิปรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ มีมติให้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพียงร่างเดียว บนหลักการแก้ไขมาตรา 256 และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดย ส.ส.ร.เมื่อถามว่า ส.ส.ที่ร่วมเสนอญัตติดังกล่าวถือเป็นกบฏพรรคหรือไม่ นายชินวรณ์ตอบว่า ไม่ทราบ เพราะไม่ทราบว่ามี ส.ส.ลงชื่อกี่คน แต่คนที่ลงชื่อซ้ำซ้อน เป็นหน้าที่ของประธานรัฐสภา ที่ต้องตรวจสอบต่อไป

พท.เอาด้วยจ่อยื่นญัตติแก้ ม.272

ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทย กรณีพรรค ก้าวไกลเตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 แต่ยังมีเสียงไม่เพียงพอตามจำนวน 98 เสียงในการยื่นร่างนั้น ในส่วนของพรรคเพื่อไทยที่มีมติไม่ลงชื่อสนับสนุนการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เพราะขณะนี้พรรคเพื่อไทยมีความประสงค์จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวของพรรคเองด้วยเช่นกัน โดยจะมีการหารือกันในที่ประชุมพรรคต้นสัปดาห์หน้า จึงไม่สามารถลงชื่อซ้ำในร่างของพรรคอื่นได้เพราะ ส.ส.แต่ละคนจะยื่นร่างกฎหมายที่มีหลักการและเนื้อหาเหมือนหรือคล้ายกันไม่ได้ ทำให้การยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคก้าวไกล ในครั้งนี้พรรคเพื่อไทยจะไม่สามารถลงชื่อสนับสนุนได้

“กิตติศักดิ์” ขวางโมเดล ส.ส.ร.ยกร่างใหม่

นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว. กล่าวถึงท่าทีของ ส.ว.ต่อการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคร่วมฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 23-24 ก.ย.ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 256 เพราะการเปิดทางให้มี ส.ส.ร.ไม่ถือว่าเป็นการแก้ไข แต่เป็นการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งการจะแก้ไขจำเป็นต้องชี้ให้ได้ว่ามีข้อบกพร่องตรงไหน แล้วจะแก้ส่วนใด มาตราอะไรบ้าง ต้องมาหารือกันให้ชัดเจนไม่ใช่อยู่ดีๆมาเปิดประตูบ้านแล้วจะเข้ามาปรับเปลี่ยนบ้าน โดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้เลย แบบนี้ไม่เหมาะสม

หนุนรายมาตราไฟเขียวริบอำนาจ ส.ว.

นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เห็นด้วยกับการแก้ไขรายมาตรามากกว่า เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับสมญานามว่า เป็นฉบับปราบโกง จะแก้ส่วนไหนมาคุยกัน ในฐานะคนบ้านนอกอยู่กับพี่น้องประชาชนไม่เห็นว่าจะมีใครเดือดร้อนกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีแต่นักการเมือง ไม่ทราบว่ากี่คนที่เดือดร้อนจะเป็นจะตาย แทนที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจะแก้ไขรายมาตรามีหลายเรื่องที่เห็นด้วย อาทิ ระบบเลือกตั้ง หรือแม้แต่การตัดอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯก็เห็นด้วย เพราะสถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนกับวันที่มีการเลือกตั้งครั้งแรกแล้ว วันนั้นจำเป็นต้องให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ทำงานต่อ แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนอำนาจ ส.ว.โหวตนายกฯหมดความจำเป็น ในอนาคตมีการเลือกตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จะกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งก็จำเป็นต้องเตรียมพร้อมให้ดี เพราะเป็นนักการเมืองแล้วจำเป็นต้องทำคะแนนความนิยมให้ได้ ส.ส.เพียงพอ ไม่ต้องมาพึ่งเสียงของ ส.ว.เหมือนกับการโหวตเลือกนายกฯรอบแรก ต้องให้ความเป็นธรรมกับ ส.ว.ด้วยว่า วันนั้นลำพังเสียง ส.ส.ก็เพียงพอที่ พล.อ.ประยุทธ์จะได้เป็นนายกฯอยู่แล้ว

อดีตประธานสภาฯนัดถกปมวิกฤติ

นายสุชน ชาลีเครือ อดีตประธานวุฒิสภา เปิดเผยว่า ในวันที่ 8 ก.ย. เวลา 14.00 น. จะจัดเวทีระดมความคิด “ทางออกวิกฤติการเมืองไทย” ครั้งที่ 2 ที่ห้องบิสสิเนส โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เพื่อระดมความคิดครั้งใหญ่ ที่มีอดีตประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ทั้ง 2 สภาจากการเลือกตั้งเข้าร่วมประชุม อาทิ นายอุทัย พิมพ์ใจชน อดีตประธานรัฐสภา และประธานสภาฯ 3 สมัย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา และประธานสภาฯ นายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภาและนายวิวรรธนไชย ณ กาฬสินธุ์ อดีต ส.ส.กาฬสินธุ์ เลขาธิการสมาพันธ์อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นต้น เป็นการระดมความคิดของผู้มีประสบการณ์จริงที่รู้เห็นความเป็นไปของประเทศ มีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาแต่ละยุคแต่ละสมัยจนประเทศไทยรอดมาได้ทุกวันนี้ ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น ยุคคอมมิวนิสต์ รวมถึงต่อสู้ต่อต้านเผด็จการทหาร สถานการณ์ปัจจุบันถือว่าปัญหารุนแรงมาก ขยายเพดานและมีเงื่อนไขการประท้วงลามไปอย่างน้อย 60 จังหวัดทั่วประเทศ

ชงปลดล็อกอำนาจ ส.ว.เฟ้นนายกฯ

นายสุชนกล่าวว่า ในการจัดเวทีระดมความคิด “ทางออกวิกฤติการเมืองไทย” ครั้งที่ 1 ที่ผ่านมา อดีต ส.ส.และ ส.ว.รวมทั้งนักวิชาการอิสระที่มาร่วมหารือนั้นมีความเห็นร่วมกันว่า การแก้รัฐธรรมนูญปี 2560 ควรเริ่มต้นแก้ที่มาตรา 272 ก่อน คือเรื่องอำนาจ ส.ว.ที่ต้องไม่ให้มีอำนาจโหวตเลือกนายก– รัฐมนตรี แต่ให้ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติเพียงอย่างเดียว ไม่ใช่การปิดสวิตช์ ส.ว.จากนั้นค่อยไปแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้ง ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเลือก ส.ส.ร.ให้เสร็จภายใน 60 วัน และกำหนดให้ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เสร็จภายใน 90 วัน

“บิ๊กตู่” ปลื้มเวิร์กช็อปยอดนักธุรกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ได้พบกับกลุ่มคนที่เป็นสุดยอดของภาคธุรกิจต่างๆ workshop กับ 3 กลุ่มธุรกิจ คือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มอีคอมเมิร์ซกับโลจิสติกส์ เพื่อระดมความคิดและวิธีขับเคลื่อนภาคธุรกิจต่างๆไปสู่อนาคต พลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสขับเคลื่อนประเทศ ไทยให้ก้าวไปข้างหน้า แต่ละท่านน่าทึ่งมาก ภาครัฐควรต้องเจอกับคนแบบนี้คนที่เก่งที่สุดจากทุกภาคส่วน และจากทุกระดับของสังคม ตัดสินใจถูกต้องที่จัด workshop นี้ ประทับใจการนำเสนอของทุกท่านที่เตรียมข้อมูล ความคิด และข้อเสนอแนะต่างๆมาเป็นอย่างดี จึงเป็น 8-9 ชั่วโมง ที่ได้เนื้อหาสาระดีมาก ทุกคนใส่ใจไม่ได้มองเฉพาะแค่ภาคธุรกิจของตัวเอง สิ่งที่ทุกคนใส่ใจคือเพื่ออนาคต

ชี้ไร้ขุนคลังเศรษฐกิจไม่สะดุด

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯให้สัมภาษณ์กรณีหลายฝ่ายกังวลว่าการลาออกจากตำแหน่ง รมว.คลังของนายปรีดี ดาวฉาย จะกระทบการทำงานของรัฐบาลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจว่า ตอนนี้โครงสร้างเศรษฐกิจของรัฐบาลจะมีมาตรการต่างๆออกมา โดยนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯ และ รมว.พลังงาน จะเป็นผู้ดำเนินการนำข้อเสนอต่างๆเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบของการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 (ศบศ.) การทำหน้าที่ในส่วนของ รมว.คลังนั้น มีผู้ดำเนินการในส่วนนั้นอยู่ ยืนยันไม่มีอะไรสะดุด โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศจะไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ส่วนใครจะมาเป็น รมว.คลังคนใหม่ ขอรอให้นายกฯพิจารณาคนที่เหมาะสมมาทำหน้าที่

“ศรีสุวรรณ” ต้าน “สันติ” ขึ้นขุนคลัง

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวถึงกรณีนายปรีดี ดาวฉาย ลาออกจากตำแหน่ง รมว.คลัง ด้วยเหตุผลสุขภาพว่า สังคมไทยมิได้เชื่อเช่นนั้น แต่พุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งภายในกระทรวงการคลังเพราะยังไม่ทันไรนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าพร้อมนั่ง รมว.คลังแทน ตำแหน่งดังกล่าวไม่ใช่ตำแหน่งเทกระโถนที่มีไว้เพื่อสนองตัณหาหรือความอยากของนักการเมืองได้ แต่เป็นตำแหน่งที่สามารถชี้เป็นชี้ตายต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างรุนแรงในสถานการณ์โควิด-19 แม้นายสันติจะมีประสบการณ์เคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงใหญ่ แต่ถ้าย้อนกลับไปในสมัยที่นั่งรัฐมนตรีมีผลงานอะไรโดดเด่นจนคนต้องจดจำกันหรือไม่

หน้ามืดตามัวหาสุสานฝัง รบ.ได้เลย

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า ยิ่งกระแสของสังคมมุ่งเป้าไปที่เรื่องความขัดแย้งภายในกระทรวงมากกว่าข้ออ้างปัญหาด้านสุขภาพ ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาล และภาพลักษณ์ของนายสันติ มัวหมองตามไปด้วย แม้เคยบริหารบริษัทที่ประกอบธุรกิจประเภทพัฒนาที่ดิน อสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรม ผลิตชิ้นส่วนเครื่องจักร แต่ก็มิได้ทำให้โดดเด่น ทางการเมืองแม้นายสันติจะเป็นถึงผู้อำนวยการพรรคพลังประชารัฐ แต่ในพรรคยังมีมุ้ง การมี ส.ส.เพชรบูรณ์ในกลุ่ม 5 คน ใช่ว่าจะเป็นเครื่องการันตี ถึงความมั่นคงในตำแหน่งรัฐมนตรี การที่ห้าวหาญกล้าประกาศตัวพร้อมนั่ง รมว.คลัง ในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้านายกฯหน้ามืดตามัวคล้อยตาม จงหาสถานที่ที่จะกลบฝังรัฐบาลไว้ล่วงหน้าได้เลย

ปัด 3 พัน 15 ล้านสิทธิ์เอื้อทุนใหญ่

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสื่อออนไลน์บางสำนักรายงานโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้ประชาชน 15 ล้านสิทธิ์ รับ 3,000 บาท เพื่อจับจ่ายใช้สอยเป็นการเอื้อทุนใหญ่ว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการทางเศรษฐกิจเพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชนต่อยอดจากโครงการชิมช้อปใช้ แต่จะขยายร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการครอบคลุมไปที่กลุ่มร้านค้าหาบเร่แผงลอย ร้านโชห่วย ร้านข้าวแกง กระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการรายเล็ก เบื้องต้นให้ใช้จ่ายได้วันละ 100 บาท รัฐออกค่าใช้จ่ายให้ 50% ผู้ได้รับสิทธิ์ออกเอง 50% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ยืนยันไม่ได้ตั้งเป้าให้เงินเข้ากระเป๋าทุนใหญ่แต่อย่างใด แม้โครงการดังกล่าวจะมีห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อเข้าร่วมแต่จะเห็นได้ว่า หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเอื้อให้มีการซื้อของกับผู้ประกอบการรายเล็ก

เพื่อไทยสอนมวย รัฐบาลแจกเงิน

นายปิยวัฒน พันธ์สายเชื้อ ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีรัฐบาลเตรียมแจกเงิน 3,000 บาทให้ประชาชน 15 ล้านสิทธิ์ใช่จ่ายผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ว่า ต้องยอมรับความจริงว่าประเทศไทย มีปัญหาเศรษฐกิจและรัฐบาลไม่สามารถทำนโยบายสร้างแรงจูงใจในการจับจ่ายใช้สอย หากรัฐบาลใช้นโยบาย แจกเงิน ควรแจกให้กับกลุ่มคนที่ยังไม่เคยได้รับการช่วยเหลือตามเลขที่บัตรประชาชน กำหนดอายุ กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อให้ทั่วถึงกัน ไม่ควรจ่ายผ่านแอป หรือกำหนดจุดใช้ในจุดที่รัฐบาลกำหนดซึ่งเป็นร้านค้าในเครือเจ้าสัว หากกำหนดเช่นนี้เงินจำนวน 45,000 ล้านบาท ที่เป็นภาษีประชาชนจะไปเข้าสู่นายทุนที่ใกล้ชิดรัฐบาลทั้งหมด รัฐบาลไม่ควรอุ้มเจ้าสัว นายทุนใกล้ชิด หรือเพราะเศรษฐกิจไม่ดี รายได้เจ้าสัว นายทุน รัฐบาลเลยทำนโยบาย นำงบฯไปช่วยอุดหนุนเจ้าสัวนายทุน ทั้งๆที่หากรัฐบาลแจกเป็นเงินสดเงิน 3,000 บาท ประชาชนจะไปอุดหนุนร้านค้าในชุมชนตามตลาดนัด เงิน 3,000 บาทจะเพิ่มมูลค่า รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งในระบบเศรษฐกิจในพื้นที่ด้วย อยากให้ทบทวนว่า จ่ายผ่านแอป หรือจ่ายเป็นเงินสดใครได้ประโยชน์มากกว่ากัน

ตอก “ธนาธร” คุกคามระบบยุติธรรม

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ อดีตผู้สมัคร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความกล่าวหากระบวนการยุติธรรมล่มสลายจากกรณีนายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก (ไมค์ ระยอง) ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำว่า นายธนาธรอาจเข้าข่ายบิดเบือนไม่พูดถึงข้อเท็จจริงว่า ทั้งนายอานนท์และนายภาณุพงศ์ ไม่ประสงค์ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวเอง กระบวนการยุติธรรมให้โอกาสและความเป็นธรรมต่อแกนนำผู้ชุมนุมเสมอมา จนทำให้สังคมสงสัยว่ามีผู้ใดอยู่เบื้องหลัง มีการเขียนบท กำกับบทการเสียสละบูชายัญ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.หรือไม่ กระบวนการยุติธรรมไม่ได้ล่มสลายเหมือนที่นายธนาธรพยายามปลุกปั่นเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง ขอให้นายธนาธร และพวกหยุดคุกคามกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับส่องกระจกสะท้อนถามตัวนายธนาธรและพวกว่า มันมีความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนที่ว่า การชุมนุมอาจมีผู้แทรกแซง ผู้เขียนบท ผู้กำกับ และตัวนักแสดง ที่นายธนาธรและพวกมีความคุ้นชินกันอยู่หรือไม่ ถ้าปากปฏิเสธแต่การกระทำสอดรับสังคมพิจารณากันได้

แอมเนสตี้ปลุกทั่วโลกปกป้องม็อบ

กลุ่มสิทธิมนุษยชนแอมเนสต้ี อินเตอร์เนชันแนล กรุงลอนดอน อังกฤษ ประกาศรณรงค์จนถึงวันที่ 21 ต.ค. เชิญชวนนักกิจกรรมและผู้สนับสนุนทั่วโลก ส่งจดหมายถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายก-รัฐมนตรี เรียกร้องทางการไทยยกเลิกข้อหาต่อผู้ชุมนุม ทั้ง 31 คน ที่ถูกดำเนินคดีในข้อหาร้ายแรงรวมทั้งยุยงปลุกปั่น พร้อมเรียกร้องไทยให้ยุติการขัดขวางการเข้าร่วมชุมนุมของประชาชน หรือปิดปากเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล และการแสดงความคิดเห็นในประเด็นทางสังคม รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิกกฎหมาย ที่มีเนื้อหากำกวมหรือคลุมเครือ เพื่อให้กฎหมายเหล่านี้มีเนื้อหาสอดคล้องกับพันธกิจของประเทศ ที่จะเคารพ คุ้มครอง และเติมเต็มสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบ

มธ.ออกกฎเหล็กใช้พื้นที่ชุมนุม

วันเดียวกัน นางเกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ ออกประกาศ ม.ธรรมศาสตร์ เรื่อง แนวทางการอนุญาตจัดชุมนุมทางการเมืองของนักศึกษา ในพื้นที่ของมหาวิทยาลัย 1.หลักการพื้นฐานคือ มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ให้นักศึกษาแสดงออก รวมถึง การชุมนุมทางการเมือง ทั้งนี้ต้องอยู่ในขอบเขตของกฎหมายและรัฐธรรมนูญ 2.การจัดชุมนุมต้องเป็นการจัดโดยกลุ่มกิจกรรมที่สังกัดมหาวิทยาลัยหรือคณะ หากเป็นกลุ่มอิสระหรือกลุ่มเฉพาะกิจ จะต้องมีอาจารย์ที่ปรึกษาให้การรับรอง ทั้งนี้ในการใช้พื้นที่ต้องขออนุญาต และได้รับอนุญาตจากมหาวิทยาลัย 3.เพื่อเป็นแนวปฏิบัติในการจัดชุมนุมทางการเมืองให้เป็นไปโดยเรียบร้อยและปลอดภัย ให้มีการตกลงร่วมกันระหว่างนักศึกษาผู้ขอจัดชุมนุม เจ้าหน้าที่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่รับผิดชอบและมหาวิทยาลัย ควรจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษรมีข้อตกลงในเรื่องเนื้อหา และวิธีการแสดงออกให้อยู่ในขอบเขตกฎหมาย และมีมาตรการที่เหมาะสมเป็นไปตามข้อตกลงมีมาตรการดูแลสวัสดิภาพและความปลอดภัยของนักศึกษา

กลุ่มนักเรียนเลวยื่นโนติสบี้เสมา 1

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักเรียนมัธยมศึกษาในนาม “นักเรียนเลว” และองค์กรนักเรียนจาก 50 โรงเรียนทั่วประเทศ ประกาศผ่านเฟซบุ๊กนักเรียนเลว นัดชุมนุมใหญ่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในวันที่ 5 ก.ย. เวลา 15.00 น. พร้อมกับยื่น 3 ข้อเรียกร้องให้ ศธ.ดำเนินการ ได้แก่ 1.หยุดคุกคามนักเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง และ 3.ปฏิรูปการศึกษา หาก รมว.ศึกษาธิการ ไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้ให้ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปิดทางให้ผู้ที่มีความสามารถมากกว่าเข้ามาดำเนินการ ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้รับการยืนยันจากคณะทำงานของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ว่า นายณัฏฐพลตอบรับที่จะขึ้นเวทีดีเบตร่วมกับกลุ่มนักเรียนเลวในวันที่ 5 ก.ย.

ม็อบบุกให้กำลังใจ “อานนท์-ไมค์”

เมื่อเวลา 16.00 น.ที่บริเวณหน้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ถนนงามวงศ์วาน สหภาพนักเรียนนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) นำโดย น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ ประธาน สนท.และกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) จัดกิจกรรมให้กำลังใจนายอานนท์ นำภา ทนายความศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน และนายภาณุพงศ์ จาดนอก (ไมค์ ระยอง) แกนนำเยาวชนตะวันออกเพื่อประชาธิปไตย หลังพนักงานสอบสวน ยื่นคำร้องขอให้ศาลถอนประกันและถูกนำตัวคุมขังในเรือนจำเมื่อวันที่ 3 ก.ย.โดยก่อนเริ่มจัดกิจกรรมมีฝนตกหนักต้องติดตั้งเต็นท์กันฝน และเลื่อนเวลาออกไปประมาณ 30 นาที มีนายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ (แอมมี่ เดอะบอตทอมบลูส์) มาร่วมกิจกรรม เปิดคลิปเสียงนายอานนท์ เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯ ร่วมกันผูกโบขาวที่ประตูรั้วเรือนจำ เป็นสัญลักษณ์ทวงคืนความยุติธรรมและเขียนจดหมายแสดงความรู้สึกส่งถึงนายอานนท์และนายภาณุพงศ์ เพื่อให้ได้เปิดอ่านเมื่อได้ออกจากเรือนจำ บนเวทีมีการปราศรัยย้ำถึงการทวงคืนความยุติธรรมให้กับประเทศไทย รวมทั้งปกป้องคนที่ออกมาพูดความจริงแต่ถูกยัดข้อหาดำเนินคดีไม่เป็นธรรม

มศว คนรุ่นเปลี่ยนช่วยล้างป้าย ตร.

ช่วงเย็น ที่บริเวณป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.)นายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา ตัวแทนกลุ่ม มศว คนรุ่นเปลี่ยน จัดกิจกรรม #ล้างบาปตำรวจไทย โดยร่วมกันทำความสะอาดทางเท้าหน้าป้าย ตร.เป็นสัญลักษณ์เพื่อล้างความอับอายของวงการตำรวจไทย โดยมีตำรวจสันติบาล สน.ปทุมวัน และตำรวจควบคุมฝูงชน เข้าสังเกตการณ์ตลอดการทำกิจกรรม รวมทั้งยืนเรียงหน้ากระดานหน้าป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นายณวรรษกล่าวว่า มาชำระล้างป้ายเนื่องจากในอดีตกลุ่ม กปปส.ได้ทำให้ป้ายสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีมลทิน ชำระล้างความอยุติธรรมในประเทศไทย การคุกคามนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยตอนนี้ด้วย ตำรวจควรดีใจด้วยซ้ำว่า พวกเรามาบำเพ็ญประโยชน์ ทำความสะอาดป้ายให้ ยืนยันว่าไม่ได้มาดูหมิ่น กระทั่งเวลา 18.00 น. ทั้งหมดได้ยืนตรงเคารพธงชาติ พร้อมชู 3 นิ้ว ก่อนยุติกิจกรรม

“วรงค์” โวยถูกคุกคามเพจไทยภักดีวูบ

ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวกลุ่มไทยภักดี ที่นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย ว่า กลุ่มไทยภักดีได้นัดหมายรับฟังการแถลงข่าวช่วยเหลือผู้ถูกคุกคามผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ เพจ “ไทยภักดี ประเทศ ไทย” ปรากฏว่า เมื่อถึงเวลานัดหมาย กลับถูกทางเฟซบุ๊กบล็อกเพจโดยไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ นพ.วรงค์ต้องโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว Warong Dechgitvigrom ระบุว่า “#ใครคุกคามใคร หลังกลุ่มไทยภักดีจัดประชุมสมาชิก เมื่อวันที่ 30 ส.ค. พวกเราถูกกระทำต่างๆนานา ล่าสุด เพจไทยภักดีประเทศไทย ถูกบล็อกเป็นครั้งที่สอง” จากนั้นแกนนำกลุ่มไทยภักดีโพสต์แจ้งเปลี่ยนการไลฟ์สดทางเพจส่วนตัวแทน เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังเพจหลักถูกบล็อก พบว่าในเฟซบุ๊กกลับมีเพจปลอมไทยภักดีประเทศไทยหรือเพจดักโผล่ขึ้นมา จนเวลา 16.40 น. นพ.วรงค์แถลงผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ระบุว่า จัดกิจกรรมได้ 3 วัน ไทยภักดีถูกคุกคามหนัก ทางกลุ่มจึงตั้งกองทุนช่วยเหลือ จากนี้ผู้ใดถูกคุกคามขอให้เก็บหลักฐานไว้ แล้วให้ส่งเรื่องร้องเรียนผ่านอินบ็อกซ์ของเพจ หากมีมูลทีมทนายความอาสาจะเข้าดำเนิน คดีให้ฟรี

“แรมโบ้” นำทีมกล่อมม็อบกลับบ้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 21.00 น.วันที่ 3 ก.ย. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสาธิต วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.พรรคก้าวไกล อาทิ นายปดิพัทธ์ สันติภาดา ประธานกรรมาธิการพัฒนาการเมืองการสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน นายสุธัญญ์ ฤทธิขาบ ผอ.สำนักบริหารกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรและรับเรื่องเรียน สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำหนังสือการจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาข้อมูล ข้อเท็จจริงการก่อสร้างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว ต.หนองธง อ.ป่าบอน จ.พัทลุง ที่วางกรอบการศึกษาการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเหมืองตะกั่ว เป็นเวลา 60 วัน มาแจ้งให้กับกลุ่มรักษ์โตนสะตอ ที่ปักหลักชุมนุมบริเวณประตู 1 ทำเนียบรัฐบาล ยอมยุติการชุมนุม เดินเท้ากลับไปหน้ากระทรวงเกษตรฯ ถนนราชดำเนิน ก่อนเดินทางกลับภูมิลำเนา

ข่าว-ไทยรัฐ