หาทางลงก่อนแลกเลือด

82

ต้นแบบประชาธิปไตย ก็วุ่นวายไม่แพ้ประเทศไทย ปรากฏการณ์ม็อบลามในหลายเมืองของสหรัฐอเมริกาที่ชาวอเมริกันประท้วงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่ “โจ ไบเดน” จากค่ายเดโมแครต ทำท่าจะลอยลำได้เป็นผู้นำคนใหม่แดนพญาอินทรีธุรกิจโฆษณา

เกิดการปลุกม็อบไม่ยอมรับผลคะแนนที่ออกมา กองเชียร์ “โดนัลด์ ทรัมป์–โจ ไบเดน” แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถือหางผู้นำฝ่ายตัวเอง สุ่มเสี่ยงที่การประท้วงจะลุกลามกลายเป็นจลาจล

ติดเชื้อไวรัสการเมืองจากประเทศไทยไปเต็มๆ

ขณะที่การเมืองบ้านเรายังทะลุองศาเดือด อารมณ์ฮึกเหิมของวัยโจ๋ขึ้นแล้วลงยาก ต้องไปต่อให้สุดซอย

ตามอีเวนต์เบิ้มๆ ชุมนุมใหญ่ของม็อบราษฎร วันที่ 8 พ.ย.2563 ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปล่อยพลังต่อเนื่อง ภายใต้จุดยืนเดิม 3 ข้อ “นายกฯลาออก–แก้รัฐธรรมนูญ–ปฏิรูปสถาบัน”

ปฏิเสธการเจรจาเวทีคณะกรรมการสมานฉันท์ที่รุ่นใหญ่อย่าง นายชวน หลีกภัย ประธาน สภารัฐสภา เดินสายเชิญประธานองคมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตประธานสภาฯร่วมหาทางออกสลายวิกฤติ

ยี่ห้อ “นายหัวชวน” โดนเมินในสายตาเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่เชื่อในบริบทเดิมๆ มองเป็นแค่การ ซื้อเวลา นำความเห็นไปใส่รูปเล่มแล้วเก็บเข้าลิ้นชัก ไม่มีการถอดบทเรียน แก้ปัญหากันจริงจัง

เวทีสมานฉันท์ทำท่าจะฟาวล์ตั้งแต่ยังไม่ตั้งโต๊ะเจรจา

และถึงจะตั้งไข่สำเร็จก็ไม่รู้จะจบสวยหรือไม่ เพราะแค่รายชื่ออดีตนายกฯที่ถูกเสนอมา 4 ชื่อ ให้ร่วมทีมปรองดองถูกกระหน่ำจากหลายฝ่าย

ไม่เว้นกระทั่งฝั่งเดียวกันเองที่ นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ ไล่ถอนหงอกปรมาจารย์อย่างนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นพวกตกยุค ให้จับดองเกลือจะเหมาะกว่า

ใส่กันแรงๆไม่ให้เกียรติซีเนียร์ประเทศ ออกอาการชัดๆตีกัน “อานันท์” จากวงสมานฉันท์

เพราะรู้ดี ถ้าอดีตนายกฯ “อานันท์” ได้นั่งหัวโต๊ะคุมเกมปรองดอง มีโอกาสยื่นออปชันให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไขก๊อกเหมือนที่เคยส่งสัญญาณเลียบๆเคียงๆก่อนหน้านี้ “ลุงตู่” ได้ยินเสียงเด็กๆหรือไม่

หากผู้นำเกมโอเว่อร์ อำนาจปลิวจากมือ พวกลิ่วล้อก็ตกระกำลำบากไปด้วย ยังไงก็ต้องหนุนลูกพี่ให้สู้ต่อ ห้ามคายฟันยางยอมแพ้

สวนทางกับข้อเรียกร้องม็อบราษฎรที่ต้องการโค่นอำนาจ “ลุงตู่” สถานเดียว

การเมืองไทยเลยตึงเครียด ยื้อยุดกันไปมา ต่างฝ่ายต่างไม่ลดทิฐิตัวเอง ไม่รู้จะซีเรียสต่อนานแค่ไหน

โอกาสสงบศึกในวงเจรจาคงริบหรี่ เช่นเดียวกับคนกลางที่จะเป็นกาวใจ คงหาคนที่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายได้ยาก ไม่มีใครอยากเปลืองตัวถูกด่าในยามที่คนในชาติแบ่งก๊กแบ่งเหล่า ยึดอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้ง

หนทางปรองดองทำท่ามืดมน ทางออกขณะนี้คงทำได้แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ประนีประนอมในเรื่องที่พอรอมชอมกันได้ ประวิงเวลาไปพลางๆก่อน

อย่างที่เห็นฉากการแก้รัฐธรรมนูญที่ “บิ๊กตู่” เตรียมเร่งสปีดแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลและภาคประชาชนให้เสร็จทั้งสาม วาระภายในเดือน ธ.ค.นี้

เอาแค่ขั้นตอนลงมติรับหลักการวันที่ 17 พ.ย.นี้ ก็ตั้งท่าจะโหวตกันข้ามวันข้ามคืน ม้วนเดียวจบ ไม่มีหยุดพัก

รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจน พิสูจน์ความจริงใจด่านแรก พร้อมตอบสนองข้อเรียกร้องที่พอเป็นไปได้

ถอดสลักขัดแย้งสำคัญ ไม่ให้เด็กรุ่นใหม่ใช้ข้ออ้างรัฐธรรมนูญเป็นข้อต่อรองขยายการชุมนุม ผลักแรงกดดันกลับไปฝั่งผู้ชุมนุม เมื่อข้อบาดหมางหลักได้รับการตอบสนอง ต้องลดเพดานบินลงบ้าง

ไฟต์บังคับบีบ “ลุงตู่” ต้องทำทุกวิถีทาง เร่งสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับผู้ชุมนุม เปิดทางไปสู่การตั้งวงพูดคุยหาทางออกร่วมกัน ห้ามเท ห้ามแกงกันเหมือนที่ผ่านมา

ในมุมที่แกนนำม็อบราษฎรเองต้องเร่งทบทวนท่าที ยอมรับสภาพข้อเรียกร้องที่ทะลุฟ้าเกินไป คงเป็นไปได้ลำบาก ทุกวันนี้รัฐบาลก็ปล่อยให้เด็กนักเรียน นักศึกษาโชว์พลังทุกวัน ตำรวจแค่ยืนคุมเชิง ถึงเวลาก็เลิกราไปเอง

ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ม็อบอาจฝ่อ จะยืนระยะต่อได้นานแค่ไหน

ทางออกจึงต้องจบด้วยการประนีประนอม จับเข่าเคลียร์ใจ พูดคุยโดยใช้หลักเหตุผลมากกว่าความรู้สึกและการใช้อารมณ์ เปิดทางให้ประเทศเดินต่อได้ ดีกว่าลากบ้านเมืองเข้าทางตัน

ถึงเวลาคู่ขัดแย้งต้องหาทางลง ปิดช่องอันตราย เลี่ยงการเผชิญหน้า “ม็อบชนม็อบ” ระหว่างมวลชนสองฝ่าย

เสียเลือดเสียเนื้อกันขึ้นมาเมื่อใด มีแต่พังกันทั้งประเทศ!!!

ทีมข่าวการเมือง

ข่าว-ไทยรัฐ