“พิชัย” เตือน “ประยุทธ์” เตรียมรับมือ 5 เรื่อง จากนโยบาย “โจ ไบเดน”

72

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าเพื่อไทย เตือน “ประยุทธ์” เตรียมรับมือ 5 เรื่อง จากนโยบาย “โจ ไบเดน” เชื่อ ไทยจะถูกกดดัน เรื่องประชาธิปไตย และการละเมิดสิทธิฯ ห่วง ต้องแบกรับความล้มเหลวกัน

วันที่ 12 พ.ย. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ได้เตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะเปลี่ยนแปลงภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่ นายโจ ไบเดน ที่จะเข้ารับตำแหน่งในต้นปีหน้านี้ ตามที่นายโจ ไบเดน ได้หาเสียงไว้

ทั้งนี้เชื่อว่า นโยบายการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ กับทั้งโลก คงน่าที่จะเบาลง แต่นโยบายสงครามการค้ากับประเทศจีน น่าจะคงมีอยู่ ทั้งนี้ เพราะสหรัฐฯ เองคงต้องการจะชะลอการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีน ไม่ให้พัฒนาแซงหน้าสหรัฐฯ เร็วนัก

โดยอยากให้พลเอกประยุทธ์ ได้ศึกษาและเตรียมรับมือกับ 5 เรื่อง ดังนี้

เรื่องแรกคือ เรื่อง CPTPP เพราะมีโอกาสสูงที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของนาย โจ ไบเดน จะหันกลับมาร่วมกับ CPTPP หรือในอดีตที่เรียกกันว่า TPP ที่สหรัฐฯ เป็นตัวตั้งตัวตีแต่แรกในสมัยประธานาธิบดี บารัค โอบามา แต่มาหยุดชะงักลงในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ดังนั้นเมื่อพรรคเดโมแครต ได้กลับมาเป็นรัฐบาลใหม่ ก็มีโอกาสสูงที่จะรื้อฟื้นเรื่องนี้ โดยไทยจะต้องพิจารณาให้ดีถึงผลดีและผลเสีย ของการจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่ได้ศึกษาพบว่า การที่ประเทศไทยจะเข้าร่วม CPTPP ประเทศไทยอาจจะเสียเปรียบและมีปัญหาด้านเกษตรกรรม และสิทธิบัตรยา ซึ่งไม่แน่ใจว่า จะต่อรองได้ขนาดไหน แต่ถ้าไทยไม่เข้าร่วมเลย เราอาจจะตกขบวนทั้งการค้าและการลงทุนที่จะเกิดขึ้นทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้ อีกทั้งจะเหมารวมไปถึง ห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ของประเทศในหมู่สมาชิกในอนาคตด้วย ซึ่งไทยต้องคำนวณผลได้ผลเสียให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ และชี้แจงให้ประชาชนได้รับทราบถึงผลดีผลเสียเป็นข้อๆ ยิ่งเศรษฐกิจไทยกำลังย่ำแย่ และต้องการโอกาสที่จะฟื้นฟู ยิ่งต้องพิจารณาเรื่องดังกล่าวให้ดี ทั้งนี้หากจะตัดสินใจเข้าร่วม CPTPP ก็ต้องคำนึงด้วยว่าจะช่วยเหลือ หรือเยียวยากลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะกับกลุ่มเกษตรกรรายได้น้อยที่จะได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ในอดีตมีการคำนวณกันว่าหากประเทศไทยไม่เข้าร่วม CPTPP ในกรณีที่สหรัฐฯ เข้าร่วม จะเป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจไทยถึง 5% ของ จีดีพีเลย ซึ่งไม่แน่ใจว่าความเสียหายจะมากถึงขนาดนั้นจริงหรือไม่ ถ้าจริงก็สูงมาก เพราะต้องคำนึงถึงระบบซัพพลายเชนระหว่างประเทศสมาชิกทั้งหมดด้วยตามที่กล่าวแล้ว

เรื่องที่สอง คือ การที่นายโจ ไบเดน ได้ประกาศว่า จะกลับเข้าสู่ข้อตกลงปารีสอีกครั้ง ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ถอนตัวไป โดยที่สหรัฐฯคงจะให้ความสนใจกับปัญหาโลกร้อนมากขึ้น การใช้พลังงานจากฟอสซิล โดยเฉพาะจากถ่านหินก็จะลดลง และประเทศต่างๆ ก็จะถูกตรวจสอบการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่บรรยากาศ ซึ่งไทย ก็จะต้องระวังและเตรียมพร้อมในเรื่องนี้ด้วย ทั้งนี้หุ้นบริษัทเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซียที่รัฐบาลโดย ครม. อนุมัติให้บริษัทลูก กฟผ. ซื้อมูลค่ากว่า 1.17 หมื่นล้านน่าจะยิ่งขาดทุนหนัก ซึ่งตนได้เคยเตือนไว้ก่อนแล้ว

เรื่องที่ 3 นายโจ ไบเดน ประกาศจะขึ้นการเก็บภาษีสำหรับคนรวย โดยขึ้นภาษีนิติบุคคลจาก 21% เป็น 28% และการขึ้นภาษีบุคคลธรรมดาในอัตราสูงสุดจาก 37% เป็น 39.6% อีกทั้งจะมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจาก 7.25 ดอลลาร์ เป็น 15 ดอลลาร์ ต่อชั่วโมง ซึ่งจะมีผลต่อธุรกิจในสหรัฐฯ และอาจจะส่งผลให้มีการย้ายฐานการผลิต ซึ่งไทยอาจจะมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์หากไทยกลับมาเป็นที่ยอมรับของสหรัฐฯ และประชาคมโลกอีกครั้ง

เรื่องที่ 4 นายโจ ไบเดน มีแผนการใช้จ่ายงบประมาณจำนวนมหาศาล ถึง 2 ล้านล้านเหรียญ อีกทั้งนโยบายกีดกันการค้าที่จะลดลง จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐฯ อ่อนค่าลงได้ และจะทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นไปอีก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย และการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจไทยอย่างมาก ทั้งนี้ นักวิเคราะห์คาดหมายกันว่าค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะอ่อนค่าลงไปถึง 35% เลยในปีหน้า จากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่จะย่ำแย่ ดังนั้น รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องดูแลค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลง ทั้งนี้ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยติดลบหนัก และ การส่งออกของไทยก็ติดลบอย่างมาก ถ้าค่าเงินบาทยังแข็งค่าจะยิ่งทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลงไปอีก

เรื่องที่ 5 ซึ่งเรื่องที่น่าส่งผลต่อไทยมากที่สุด คือ แนวทางของพรรคเดโมแครตที่จะเน้นเรื่องการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มงวด ซึ่งรัฐบาลพลเอกประยุทธ์น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้อย่างมาก จากรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มี ส.ว. แต่งตั้ง 250 คน และการสลายการชุมนุมของประชาชนอย่างผิดหลักสากล แม้กระทั่งล่าสุดการฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณสนามหลวง

ทั้งนี้ นายโจ ไบเดน เป็นนักการเมืองสหรัฐฯ ที่คร่ำหวอดอยู่ในแคปปิตอลฮิลล์ มาเป็นเวลานานโดยเป็นวุฒิสมาชิกนานถึง 36 ปี และเป็นรองประธานาธิบดี อีก 8 ปี ดังนั้นจะมีความเกรงใจและรับฟังสื่อหลักของสหรัฐฯ อย่างมาก โดยที่สื่อหลักอย่าง เดอะวอชิงตัน โพสต์ได้โจมตีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อย่างหนักว่า ไม่ใช่รัฐบาลจากระบอบประชาธิปไตย และเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ อย่าได้มีความสัมพันธ์แบบปกติกับรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังได้ลงข่าวบทสัมภาษณ์ของตำรวจไทย ที่รู้สึกผิดที่เข้าไปสลายการชุมนุมอย่างผิดหลักการสากล และฝืนจริยธรรมของตัวเอง พร้อมยืนยันว่า ตำรวจส่วนใหญ่เห็นด้วยกับผู้ชุมนุม ซึ่งแสดงให้เห็นชัดเจนว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง ซึ่งเชื่อว่า เมื่อนายโจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ อาจจะเจอกับความกดดันมากขึ้น นอกจากการถูกตัดจีเอสพี ถึง 2 ครั้งในปีนี้แล้ว

นี่เป็นเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่จะมีผลกระทบต่อไทย ซึ่งก็ต้องติดตามกันดูต่อไปว่าจะมีเรื่องไหนเพิ่มขึ้นอีก

“ดังนั้นจะเห็นได้ว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จะต้องเผชิญกับปัญหารอบด้านทั้งผู้ชุมนุมจำนวนมากที่ออกมาขับไล่ ประชาชนส่วนใหญ่เบื่อหน่ายกับการบริหารที่ล้มเหลว ปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า และอาจจะต้องมาเจอแรงกดดันจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้เลย คำถามคือประเทศไทยจะต้องแบกรับความล้มเหลวของพลเอกประยุทธ์ ไว้เป็นภาระไปอีกนานเท่าไร” นายพิชัย กล่าว… 

ข่าว-ไทยรัฐ