การเมืองไทยร้อนระอุ ทางออกประเทศรีบแก้ไข เตือนบางสิ่ง พึงระวังอย่าได้ทำ

101

ความขัดแย้งทางการเมือง ณ ขณะนี้ ยากที่จะหาข้อสรุปในการแก้ปัญหา หรือลดความขัดแย้งให้บางเบาลง แม้มีความพยายามเสนอทางออกด้วยการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมา หรือเปิดเวทีพูดคุยกันระหว่างคู่ขัดแย้ง ก็ยังไม่ชัดเจน และไม่มีใครสามารถยืนยันการันตีได้ จะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้จริงหรือไม่? กลายเป็นว่าสิ่งที่น่าจะทำได้ กลับทำไม่ได้ เพราะหลายๆ ตัวแปรสำคัญเป็นอุปสรรค และเกิดจากการไม่ยอมรับของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

“รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย” อาจารย์สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวกับ “ทีมข่าวเจาะประเด็นไทยรัฐออนไลน์” ว่า สถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้นขณะนี้ ต้องช่วยกันลดเงื่อนไข เงื่อนปม โดยทั้ง 2 ฝ่ายต้องพึงระมัดระวังกับสิ่งที่ทำได้ คือ การแสดงออกทางการเมือง โดยไม่ควรละเมิดคนอื่น กระทำการใดๆ ที่ก่อความรุนแรง และเคลื่อนไหวเผชิญหน้าทำให้เกิดการปะทะกัน นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ทำได้ ด้วยการเปิดเวทีพูดคุย มีกระบวนการสร้างความเข้าใจร่วมกัน แทนการใช้กำลัง ซึ่งไม่ควรทำ

ส่วนสิ่งที่ทำได้เพื่อแก้ไขความขัดแย้งที่สำคัญที่สุด คือ การแก้รัฐธรรมนูญ โดยในวันที่ 17-18 พ.ย.นี้ จะมีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งที่ควรเปิดพื้นที่ให้เร็วที่สุด และสิ่งที่ไม่ควรทำ อย่าพยายามแตะถ่วงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณี 25 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ ร่วมกับ 48 ส.ว. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่าการขอแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ตามมาตรา 256 ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญปี 2560 หรือไม่ โดยกลไกในมาตรา 256 เขียนไว้ชัดเจนว่าขั้นตอนจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ จะต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภา 3 วาระ จึงสามารถยื่นให้วินิจฉัยได้

“หากยื่นก่อน จึงไม่มีช่องทางใดที่จะนำไปเป็นประเด็นในการยื่นตีความได้ จึงถือว่าผิดฝาผิดตัว เพราะมีการเขียนวิธีการแก้รัฐธรรมนูญไว้ชัดเจนอยู่แล้ว ไม่มีประเด็นที่เกี่ยวข้อง และการอ้างตามมาตรา 210 นั้นไม่ใช่ เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายทั่วไป คาดว่าศาลอาจไม่รับคำร้องวินิจฉัยก็ได้”

สำหรับข้อเสนอในการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ ในมุมมองส่วนตัวเห็นว่าไม่มีทางแก้ปัญหาได้ ถือเป็นความล้าหลัง และอาจเชยไป โดยมีการเสนอ 2 รูปแบบเรื่องที่มาของคณะกรรมการสมานฉันท์ มาจาก 7 ฝ่าย และตัดเหลือ 5 ฝ่าย หรืออีกรูปแบบ มีการตั้งประธาน เพื่อหาคณะกรรมการสมานฉันท์ ซึ่งไม่แน่ใจจะได้รับการยอมรับหรือไม่ และการที่ใครจะเข้ามาทำหน้าที่ ไม่มีหลักประกันว่าจะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่ นอกเหนือจากการทำรายงานอย่างที่เคยทำกันในอดีต อีกทั้งกลุ่มนักศึกษา ไม่ยอมรับกลไกนี้ แม้ไม่ใช่คู่ขัดแย้งก็ตาม

ขณะที่การเปิดเวทีพูดคุย เป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกับการแก้รัฐธรรมนูญ ควรสร้างเวทีความเข้าใจ เพื่อเริ่มต้นไปสู่การแก้ไขในเรื่องอื่นๆ ร่วมกัน นำไปสู่ความปรองดอง และที่สำคัญต้องมีความไว้วางใจต่อกัน ส่วนรูปแบบของเวทีพูดคุย ควรเป็นพื้นที่เปิดกว้างที่เกิดจากภาคประชาชน โดยมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ดำเนินการ เพราะเป็นสถานที่มีเสรีภาพทางวิชาการ มีองค์ความรู้ มีความปลอดภัย และนักศึกษาที่ออกมาชุมนุม มีความคุ้นชินกับมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นไปได้

รศ.ดร.ยุทธพร ยังมองในวันที่ 2 ธ.ค. ศาลรัฐธรรมนูญ จะนัดอ่านคำวินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กรณีอาศัยอยู่ในบ้านพักทหารหลังเกษียณอายุราชการแล้ว โดยให้น้ำหนัก 50 ต่อ 50 ทั้งมีความผิดและไม่มีความผิด อาจเกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมือง ตามข้อวิจารณ์ของสังคม แต่หากมีความผิด ก็เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่ง พร้อมไปกับ ครม. และต้องมีการโหวตเลือกนายกฯ จากแคนดิเดต 6 คน และหาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ก็จะเป็น 1 ใน 6 แคนดิเดตนายกฯ ที่จะได้รับเลือก เว้นแต่ว่าจะสละสิทธิ์.

ข่าว-ไทยรัฐ