ม็อบชนม็อบหน้าสภา เสียงปืนแตกแยกเกียกกาย

249

รัฐสภาถกเครียดญัตติร้อนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส.ส.ฝ่ายค้านรุมฉะ กมธ.ศึกษาแก้ รธน. 6 ฉบับผลาญงบฯ ไร้ข้อสรุป ยื้อเวลา ส.ว.ดาหน้าติงไม่ชัดเจนรัฐสภามีอำนาจ รื้อ รธน.หรือยกร่างใหม่ “สมชาย” ยืนกรานต้องแก้รายมาตรา “ธวัชชัย” อ้างถ้านายกฯออกกลายเป็นหมาโดนล่าเนื้อ “ประยุทธ์” ปิดห้องถกลับ 2 ป.โยน ส.ส.-ส.ว.ชี้ขาดรื้อ รธน. “หมอวรงค์” พาพวกขึ้นรถบัสยื่นหนังสือค้านแก้ รธน.สะดวกโยธิน ร้อง อสส.ส่งศาล รธน.ยับยั้งตั้ง ส.ส.ร.ร่าง รธน.ใหม่ล้มล้างการปกครองฯ ส่วนม็อบราษฎรเจอด่านหินสกัดเข้มทั้งทางบก-ทางน้ำ กลุ่มแนวหน้าสวมชุดกันฝน ถือโล่สังกะสี เรือเป็ด ถุงสีสู้รถฉีดน้ำ-แก๊สน้ำตา ตร.ถอยสลับเสื้อเหลืองยืนโซ้ยกองหน้าม็อบราษฎร 2 ฝ่าย เปิดศึกปาขวด ก้อนหิน พลุควันสีบาดเจ็บระนาว

การประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ แค่เริ่มวันแรกก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด โดย ส.ส.ฝ่ายค้านกับกลุ่ม ส.ว.และ ส.ส.ขั้นรัฐบาล ต่างยืนยันจุดยืนที่แตกต่างกัน ขณะที่บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มม็อบ 2 กลุ่มนอกรัฐสภาเกิดการปะทะขว้างปาสิ่งของใส่กัน จนบาดเจ็บหลายราย ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ใช้รถฉีดน้ำและแก๊สน้ำตาสกัดกลุ่มม็อบที่พยายามฝ่าแนวกั้นเข้าสู่หน้ารัฐสภา

“ชวน” ไม่ขวางม็อบวอนอย่าคุกคาม

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. เมื่อเวลา 08.30 น. ที่รัฐสภา นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา กล่าวถึงมาตรการรักษาความปลอดภัยและการเดินทางเข้าออกอาคารรัฐสภาว่า รัฐสภายินดีต้อนรับผู้มาเยือนแต่ขอให้อยู่กันโดยสงบ อย่าไปคุกคามกันด้วยวาจา ขอให้สมาชิกมีสิทธิพิจารณาวาระตามปกติ ผู้ชุมนุมจะปักหลักค้างคืนได้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแลแล้ว ได้ขอร้องผู้ชุมนุมอย่าไปก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ส่วนกระแสข่าวจะตีตกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ยังไม่ทราบต้องรอการพิจารณา ทุกฝ่ายมีสิทธิเรียกร้องแต่อย่าไปกดดันหรือคุกคามไม่ว่าด้วยวาจาหรืออะไรก็ตาม

พท.กลับลำอ้างเหตุปี 56 ตามหลอน

นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน ให้สัมภาษณ์ว่า การประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านเมื่อวันที่ 16 พ.ย.มีมติให้รับหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 ฉบับ แต่ภายหลังมีการประชุมพรรคเพื่อไทย ส.ส.หลายคนกังวลเนื่องจากมีประสบการณ์สมัยปี 2556 ที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วมีผู้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญอาจเป็นการล้มล้างการปกครอง ทำให้ ส.ส.หลายคนขอรอฟังคำอภิปรายร่างของไอลอว์ก่อนว่าจะตีความเป็นการแก้ทั้งฉบับหรือไม่ ถ้าไม่ใช่แก้ทั้งฉบับคงลงมติรับหลักการ เนื่องจากร่างพรรคร่วมฝ่ายค้านและพรรคร่วมรัฐบาลเสนอให้ตั้ง ส.ส.ยกเว้นหมวด 1 แต่ร่างไอลอว์ไม่มีข้อยกเว้นอาจตีความได้ เมื่อถามว่าหากไม่รับหลักการร่างไอลอว์จะทำให้เสียมวลชนหรือไม่ นายสุทินกล่าวว่า นานๆทีจะมีร่างประชาชนเข้ามาก็อยากให้พิจารณา เป็นห่วงความรู้สึกประชาชนที่เข้าชื่อกันมา แต่เหตุการณ์เมื่อปี 2556 ยังตามหลอกหลอนถึงวันนี้ ส.ส.ต้องหาทางออกให้ได้ก่อนแต่ยังไม่ปฏิเสธร่างไอลอว์

“ก้าวไกล” ย้ำพร้อมโหวตรับทั้ง 7 ร่าง

นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล กล่าวว่า พรรคจะสนับสนุนร่างไอลอว์เป็นร่างหลักแก้ไขวาระ 2 และ 3 โดยจะรับทั้ง 7 ร่าง อยากฝาก ส.ว.อย่าเบี่ยงเบนเจตนารมณ์ประชาชนด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ไม่ว่าบอกว่าร่างไอลอว์ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่บอกว่านักการเมืองฝ่ายค้านจะได้ประโยชน์ อย่าตีตนไปก่อนไข้ ฟังวิปรัฐบาลจะรับร่างแก้ไขมาตรา 256 ให้ตั้ง ส.ส.ร. ส่วนร่างไอลอว์จะขอฟังก่อน ร่างอื่นจะงดออกเสียง หากเป็นเช่นนั้นน่าเสียดาย หาก ส.ส. ส.ว.รับร่างพรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายค้านและไอลอว์จะช่วยคลี่คลายปัญหาได้

“แฮงค์” หยันม็อบแค่กดดันเชิงสัญลักษณ์

นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำสำนักนายกฯและเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า ร่างที่ 1 และ 2 มีแนวโน้มน่าจะรับ ส่วนร่างฉบับไอลอว์ต้องฟังเหตุผลในสภาฯมีผลภายภาคหน้าอย่างไร เพราะไม่เคยเข้าที่ประชุมสภาฯ รายละเอียดต้องอภิปรายมากพอสมควร ผู้ชุมนุมพยายามกดดันก็เป็นธรรมดา มีธงไว้อยู่แล้ว คงไม่มีอะไรที่รุนแรงเป็นการกดดันเชิงสัญลักษณ์เพื่อให้ได้ตามที่ฝั่งตนเองต้องการ เป็นธงของฝ่ายค้านด้วย การตั้งธงมาไม่ชอบตามระบอบ มาบังคับข่มขู่ ขู่เข็ญกันไม่ใช่ในระบอบที่ควรจะเป็น

รัฐสภาถกวาระร้อนแก้ไขเพิ่มเติม รธน.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภามีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ เริ่มพิจารณารายงานการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมก่อนรับหลักการ 6 ฉบับที่คณะ กมธ.พิจารณาเสร็จแล้ว ประกอบด้วยร่างพรรคร่วมรัฐบาล 1 ฉบับ แก้ไขมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. 200 คน จากการเลือกตั้ง 150 คน แต่งตั้ง 50 คน ใช้เวลา 240 วัน ร่างพรรคร่วมฝ่ายค้าน 1 ฉบับ แก้ไขมาตรา 256 ตั้ง ส.ส.ร. 200 คน มาจาก การเลือกตั้งใช้เวลา 120 วัน ร่างพรรคเพื่อไทย 4 ฉบับ 1.แก้ไขมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว.ร่วมโหวตนายกฯและแก้ไขมาตรา 159 เปิดทางเลือกนายกฯ 2.แก้ไขมาตรา 270 และมาตรา 271 ตัดอำนาจ ส.ว.ติดตาม การปฏิรูป 3.แก้ไขมาตรา 279 ยกเลิกการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของประกาศ คำสั่ง คสช.และ 4.แก้ไขระบบเลือกตั้งจากบัตรเลือกตั้งใบเดียวกลับไปใช้บัตรเลือกตั้ง 2 จากนั้นค่อยเข้าสู่การพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ อีก 1 ฉบับ นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านแจ้งผลเวลาการอภิปราย คาดเริ่มลงมติได้เวลา 14.00 น. วันที่ 18 พ.ย.นับคะแนนจบไม่น่าเกิน 18.00 น. ต่อมานายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะ กมธ.ฯ ชี้แจงรายงานของคณะ กมธ.พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ก่อนรับหลักการ 6 ฉบับ

รุมฉะ กมธ.ไร้ข้อสรุป เปลืองงบ ยื้อเวลา

ต่อมาเวลา 11.15 น. ที่ประชุมรัฐสภาเปิดให้สมาชิกอภิปราย ส่วนใหญ่รุมท้วงติงเนื้อหารายงานว่าไม่มีสาระสำคัญ ไม่มีบทสรุปชัดเจน เสียเวลา เสียงบประมาณ ตั้ง กมธ.ขึ้นศึกษาเพื่อยื้อเวลาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่าผิดหวังต่อรายงานของคณะ กมธ.ไม่มีสาระสำคัญ เสียทั้งงบประมาณ เสียทั้งเวลา ไม่ได้ชี้ให้เห็นผลจะไปทิศทางใด ไม่มีแม้แต่ตั้งข้อสังเกต โยนภาระตัดสินใจให้สมาชิกพิจารณา แสดงถึงความไม่จริงใจ เล่นละครตบตาประชาชน อีกทั้งยังมี ส.ส.ซีกรัฐบาลจ่อยื่นตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ย้อนแย้งตัวเอง ตอกย้ำ ความจริงว่าเขาอยากอยู่ยาว ออกแบบมาเพื่อคนบางกลุ่มเป็นเหตุให้รัฐบาลไม่อยากแก้ไข ด้านนายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติ-ไทยพัฒนา ให้ฉายารายงานของคณะ กมธ.เป็นรายงานได้ไม่คุ้มเสีย ไม่มีฝ่ายค้านเข้าร่วม และมีกมธ.ไม่เข้าร่วมประชุมถึง 8 คน ทำให้องค์วินิจฉัยไม่ครบตามข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เสียเวลาไป 54 วันแต่ไม่ได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอัน

ซัด รธน.แก้ง่ายถ้าผู้มีอำนาจอยากแก้

นายธีรัจชัย พันธุมาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล กล่าวว่า ไม่มีคำตอบใดๆจาก กมธ. กมธ.ที่ฝ่ายค้านไม่ร่วม ตั้งมาเพื่อประวิงเวลา รายงานมีข้อโต้แย้งมากมายซึ่งแก้ไม่ยากถามนายมีชัย ฤชุพันธุ์ คนร่างได้ แต่ไม่มีการถามคนร่าง เป็น กมธ.ประวิงเวลาไม่ให้แก้ไขเท่านั้นเอง การทำประชามติรัฐธรรมนูญก็มีปัญหาจอมปลอม กีดกันคนเห็นต่าง แต่อ้างทุกครั้งว่ารัฐธรรมนูญ 60 ผ่านประชามติ จะแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ได้แก้ด้วยเทคนิคกฎหมาย ถ้าหัวใจนายกฯต้องการแก้ ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ ถ้าหัวใจของผู้มีอำนาจปัจจุบันไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ เรื่องนี้แก้ง่ายไม่ต้องใช้เทคนิค ในรายงานที่บอกแก้ไม่ได้ เพราะแก้ทั้งฉบับในรัฐธรรมนูญไม่มีข้อไหนห้ามแก้ทั้งฉบับ แต่ต้องไม่ขัดมาตรา 255 แต่กลับตีความว่าแก้ไม่ได้ ทั้งที่ใจแท้ๆไม่อยากให้แก้

“สุรชัย” บอกยินดีปิดสวิตช์–อย่าคุกคาม

ขณะที่นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว. อภิปรายว่า ยังมีความไม่ชัดเจนในอำนาจของรัฐสภาว่ามีอำนาจเพียงแก้ไขหรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าคำตอบของ กมธ.ฯยังไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ จำเป็นต้องโหวตให้ความเห็นชอบสำหรับการแก้ไขรายมาตรา ยินดีเห็นชอบแก้ไขรายมาตราญัตติที่ 3-6 ที่พรรคฝ่ายค้านเสนอโดยเฉพาะมาตรา 272 ยินดีจะปิดสวิตช์ตัวเอง แต่การตัดสินใจของสมาชิกทุกคนขอความเป็นอิสระ อย่ากดดัน อย่าคุกคาม ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้าน แม้กระทั่ง ส.ว.เรามีเจตจำนงอยากเห็นประเทศชาติดีขึ้นกว่าเดิม ผ่านกติการัฐธรรมนูญ

“สมชาย” ยืนยันต้องแก้รายมาตรา

ต่อมาเวลา 13.30 น. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว.และในฐานะ กมธ.กล่าวว่า หากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ว่ารูปแบบใดไม่ควรก้าวล่วงสถาบัน ควรเคารพเทิดทูน อย่าสร้างความแตกแยก ต้องให้สถาบันอยู่นอกการเมือง ไม่ล้อเลียน จะทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ขณะที่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.อภิปรายว่า หากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องถามประชามติจากประชาชน ที่โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ก่อน การยุติบทบาท ส.ว.โหวต นายกฯ จะยอมให้ผ่านเพื่อแปรญัตติต่อไป เป็นห่วงว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะกระทำไม่ได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ามีปัญหาก็แก้เป็นรายมาตรา รัฐธรรมนูญไม่ได้มีความเสียหายอะไรที่ต้องล้มทั้งหมด แต่เรากำลังสร้างปัญหาอีกในวันข้างหน้า เช่น การนิรโทษกรรม ยกเลิกองค์กรอิสระบางองค์กร คดีทุจริตที่มีในไปประเทศจะหมดไป

“ธวัชชัย” ชี้นายกฯลงเป็นหมาโดนไล่เนื้อ

พล.อ.ธวัชชัย สมุทรสาคร ส.ว.อภิปรายว่า ข้อเสนอนิสิตนักศึกษา 3 ข้อ ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศเลย นายกฯไม่ได้มีความผิดอะไรเลย ขนาดเป็นนายกฯยังโดนไล่เหมือนหมูเหมือนหมาทุกวัน ถ้าลาออกไปไม่ฉิบหายใหญ่เหรอ อึดอัดใจเพราะรัฐธรรมนูญปี 60 มีข้อดีเยอะแยะ คิดว่านายกฯคงไม่ได้อยากอยู่ แต่ถ้าลงตอนนี้คงเป็นหมาโดนไล่เนื้ออย่างเดียว ไม่ต้องไปคิดว่าจะให้เขาลงจริงๆ แล้วเรื่องไอลอว์ต่างๆที่อยากจะรับเดี๋ยวจะร่างอังเคิลลอว์มาด้วยในส่วนนี้ การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 7 มติครั้งนี้ จะรับมติที่ 8 คือไม่รับทุกญัตติเลย

“โรม” ลั่นอย่าให้ต้องตกนรกไปด้วยกัน

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายว่า สมาชิกรัฐสภาต้องไม่เติมฟื้นลงไป ใส่ร้ายร่างรัฐธรรมนูญ ใช้การถ่วงเวลา หรือใช้การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความล้มกระดาน เพราะกว่าที่ประชาชนรวมตัวกันกว่าแสนคนเพื่อเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ขอให้พวกเราใช้สามัญสำนึกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วางคำสั่งใดๆไว้ข้างหลัง โปรดฟังเสียงของประชาชน หนทางข้างหน้าของประเทศชาติจะสว่างสดใสหรือมืดมน อยู่ในมือของพวกเรา หวังว่าเราจะไม่ตกนรกด้วยกัน ตนเป็น ส.ส. ประชาชนเลือกผมมา มารดาของตนไม่ได้ชื่อเผด็จการ บิดาของตนไม่ได้ชื่อ คสช. และที่สำคัญ ชาติคือประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมใช้เวลา 5 ชั่วโมง ต่อมาเวลา 15.15 น.จึงได้รับทราบรายงานการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 6ฉบับก่อนรับหลักการและเข้าสู่วาระตามลำดับต่อไป

กก.-พปชร.โต้คารมนอกสภาปะทะเดือด

ต่อมาเวลา 15.15 น. ในการประชุมที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม เริ่มมีการปะทะคารมของสมาชิกรัฐสภาที่ลุกขึ้นหารือสถานการณ์ตึงเครียดของการชุมนุมรอบอาคารรัฐสภา อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ระบุขณะนี้มีการฉีดน้ำผู้ชุมนุมหลายครั้ง มีการประกาศบรรจุกระสุนยางด้วย ขอวิงวอนให้ประธานรัฐสภาช่วยประสานเจ้าหน้าที่ไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม นายพรเพชรเห็นด้วย จึงสั่งให้เลขาธิการสภาฯ ประสานงานตำรวจให้ใช้วิธีการละมุนละม่อม

“วิรัช” จี้ จนท.เด็ดขาด–พท.โวยฉีดน้ำม็อบ

แต่นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า สมาชิกรัฐสภาต้องตัดสินใจโดยอิสระ ไม่มีแรงกดดันจากผู้ชุมนุมไม่ว่ากลุ่มใด อย่ามากดดัน ขอให้เจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยด้วย ส่วนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า หากมีผู้ชุมนุมเข้ามาในเขต 50 เมตร เพื่อกดดันรัฐสภาเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่โดยเฉียบขาด ทำให้ ส.ส.ฝ่ายค้านหลายคนลุกขึ้นสวนนายวิรัชทันที อาทิ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สิ่งที่นายวิรัชพูดจะทำให้คนเข้าใจผิดเหมือนให้ใช้ความรุนแรง ถ้าชุมนุมอย่างสงบน่าจะอะลุ่มอล่วย ต้องถามไปยังประธานรัฐสภาว่าทำไมผู้สนับสนุนรัฐเข้ามาด้านในเขต 50 เมตร เดินผ่านรัฐสภาได้ อีกกลุ่มเดินเฉียดผ่านเจอรถน้ำฉีดใส่

“ชลน่าน” ประชดยุบสภาฯไปเลย

ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เป็นห่วงมาตรการ 50 เมตรรอบรัฐสภาที่มีแบริเออร์ มีกองกำลังเป็นพันๆ เอารถเมล์ รถน้ำ ทำไมไม่เจรจา ทำไมต้องฉีดน้ำ เตรียมกระสุนยาง การฉีดน้ำเพื่อกั้นไม่ให้คนเข้ามามันอันตราย ขณะนี้ใน กมธ.ของรัฐสภาก็สอบสวนกันยังไม่จบ จึงให้เจรจาผ่อนหนักผ่อนเบา ผู้ชุมนุมไม่ได้มาทำร้ายต้องคุ้มครองทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าไม่คุ้มครองทั้ง 2 ฝ่ายรัฐสภาจะไม่มีที่อยู่ ถ้าทำแบบนี้ก็ไม่ควรอยู่ อยากให้ผู้มีอำนาจยุบสภาฯเลย

จากนั้น น.ส.อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ลุกขึ้นเสนอให้ประธานอนุญาตให้ตัวแทนผู้ชุมนุมเข้ามาฟังการอภิปราย แต่นายสมชาย แสวงการ ส.ว.คัดค้านทันทีว่าตามข้อตกลงจะมีแค่ตัวแทนเท่านั้น และเรียกร้องให้เดินหน้าตามระเบียบวาระประชุม ไม่ให้เสียเวลา จากนั้นจึงมีการโต้เถียงกันไปมาอยู่พักใหญ่ กระทั่งนายพรเพชรไกล่เกลี่ยว่าการชุมนุมขออย่าใช้วิธีรุนแรง ติดตามจากข่าววิทยุและโทรทัศน์รัฐสภาได้เป็นเพียงการศึกษายังไม่ลงมติ การดูแลพื้นที่ภายนอกรัฐสภาเป็นหน้าที่ตำรวจ จากนั้นนายพรเพชรตัดบทเข้าสู่วาระทันที

ซัดไอลอว์รับเงินต่างชาติแทรก รธน.ไทย

ต่อมาเวลา 19.30 น. นางกรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ส.ส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ อภิปรายว่า ไอลอว์กับม็อบคณะราษฎร มีส่วนเกี่ยวข้องกันทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่ง 3 ข้อเรียกร้องของม็อบคณะราษฎร มีเรื่องการปฏิรูปสถาบันฯด้วย การชุมนุมชัดเจนว่ามีการจาบจ้วง ซึ่งห้ามแตะหมวด 1 หมวด 2 เด็ดขาด ไอลอว์เป็นองค์กรรับเงินจอร์จ โซรอส พ่อมดการเงินชาวยิว ผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีค่าเงินบาทของไทยปี 2540 สิ่งที่ไอลอว์ทำเป็นกิจกรรมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล การสนับสนุนข้อเสนอให้มีการปฏิรูปสถาบันฯ เปิดช่องให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่

“จอน” โต้รับเงินจริง แต่ไม่ได้ถูกบงการ

ด้านนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผู้แทนของผู้ริเริ่มเสนอกฎหมาย ชี้แจงว่าไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ร. ปี 40 หรือปี 50 ไม่มีข้อห้ามไม่ให้แตะหมวด 1 หมวด 2 เราเชื่อมั่นอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แล้วจะไปกำหนดประชาชนว่าห้ามแตะตรงนี้ ห้ามแตะตรงนั้นมันขัดแย้งกัน ประชาชนไม่ใช่เด็กๆ ที่จะมีผู้ใหญ่มาบอกว่าคุณห้ามพิจารณาเรื่องนี้ห้ามแตะเรื่องนั้น เราต้องไว้ใจประชาชน เรารับเงินต่างประเทศ จริงๆ ไม่อยากจะพูดมากเป็นธรรมดาที่องค์กรพัฒนาเอกชนในไทย รวมถึงสถาบันมีชื่อหลายสถาบันรับทุนจากหน่วยงานในต่างประเทศ ไม่ได้แปลว่าถูกชี้นำไม่ได้แปลว่าถูกบงการ รับรองได้ในฐานะเป็นผู้ก่อตั้งไอลอว์ไม่เคยมีใครมาบงการการทำงานของไอลอว์ได้

“เสรี” อัดวางงานป่วนความมั่นคงชาติ

เวลา 19.20 น.นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. อภิปรายว่าไอลอว์ต้องการปฏิรูปสถาบันและรับเงินจากต่างชาติ ท่านก็ยอมรับการรับเงิน ถ้าเป็นเรื่องธรรมดามาดูแลสังคมประชาชนรับไปเถอะ แต่รับมาแล้วมายุ่งเกี่ยวกับความมั่นคงประเทศ ข้อเสนอไอลอว์แต่ละมาตราที่จะยกเลิกล้วนเกี่ยวกับความมั่นคง องค์กรที่ให้เงินไอลอว์ ถ้าเป็นองค์กรทั่วไปไม่เป็นอะไร แต่เป็นองค์กรที่สร้างความเสียหายให้ประเทศไทยมาแล้วเมื่อปี 2540 แม้จะบอกว่ารับเงินเขามาสุจริตใจ แต่ 11 ข้อของท่านเกี่ยวความมั่นคงประเทศจะให้เราไว้ใจไปรับร่างได้อย่างไร ตนรักสถาบัน ห่วงถ้าไปตั้งคนมาเป็น ส.ส.ร.ที่ใครก็ได้มาเป็น ทำให้พวกเรากังวลใจไม่อยากให้ใช้คำว่าร่างประชาชน ที่ไม่รับเนื่องจากร่างนี้ทำให้ประเทศเสียหาย เราให้ความสำคัญประชาชนเสมอ แต่ปกป้องผลประโยชน์ประชาชนทั้งประเทศจึงไม่รับร่างนี้

“คำนูญ” แฉจ้องนิรโทษกรรมคนโกง

จากนั้นนายคํานูณ สิทธิสมาน ส.ว.อภิปรายว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับไอลอว์เป็นร่างลูกผสม มีทั้งหลักการแก้มาตรา 256 ให้มี ส.ส.ร.กับหลักการแก้ไขรายประเด็นรวม 10 ประเด็น ถ้ารับหลักการต้องรับทั้งหมด จะแยกรับเป็นบางประเด็นไม่ได้ หลักการข้อ 9 ที่ยกเลิกกระบวนการสรรหากรรมการในองค์กรอิสระและตุลาการในศาลรัฐธรรมนูญ และคำว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้เป็นอันสิ้นผลไป แปลว่าให้ยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 7 ฉบับ ขอเน้น 2 ฉบับใหญ่ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เสมือนการนิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดฐานทุจริต ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช.ทั้งหมดหรือไม่ ต่อมานายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้เสนอร่างชี้แจงว่า ไม่ได้ต้องการยกเลิกคดีความ นิรโทษกรรมให้ใครวันนี้เรามีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญแต่ไม่มีอำนาจแก้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้ครอบคลุมไปก่อน

“ปิยบุตร” กล่อม พท.ยิ่งกลัวยิ่งถูกขยี้

ด้านนอกห้องประชุมรัฐสภา นายปิยบุตร แสงกนกกุล แกนนำคณะก้าวหน้าโพสต์จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทยผ่านเฟซบุ๊กว่าเข้าใจเหตุการณ์ที่ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทยและไทยรักษาชาติ ประสบพบเจออย่างดี วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปมากอยากชวนให้คิดใหม่อีกครั้ง เราต่างรู้กันว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี ส.ส.ร.มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ทุกหมวดทุกมาตรา ภายใต้กรอบระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่มีความผิดฐานล้มล้างการปกครอง ยิ่งกลัวเขายิ่งกระทำกับพวกเรา ยิ่งสยบยอม เขายิ่งบดขยี้พวกเราให้จมดิน การถอยครั้งนี้จะสร้างบรรทัดฐานที่ผิดไปตลอดกาลว่าไม่สามารถเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญตามระบบได้ ทำให้หนทางประนีประนอมปิดตายลงขอให้แกนนำ ส.ส.พรรคเพื่อไทยทบทวนอีกครั้ง

พท.พลิกอีกตลบยันหนุน 7 ร่างตามเดิม

ต่อมาเวลา 15.00 น. ที่รัฐสภา นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) พร้อมนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงจุดยืนพรรคเพื่อไทย โดยนายสมพงษ์กล่าวว่าที่ประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้านยืนยันให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอเข้าสู่รัฐสภา ส่วนการประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่มีคนกังวลต่อร่างไอลอว์ เพราะ ส.ส.หลายคนยังไม่เห็นร่างเมื่อพูดคุยกันหายกังวลไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพรรคจะโหวตไปในทิศทางเดียวกันตามมติพรรคร่วมฝ่ายค้านที่สนับสนุนทั้ง 7 ร่าง นายสุทิน กล่าวว่า เราได้อ่านร่างไอลอว์อย่างละเอียดแล้วทุกคนสบายใจขึ้น ไม่มีเหตุผลใดๆที่จะไม่รับร่างนี้ เมื่อถามถึงการแก้ไขหมวด 1 และ 2 นายประเสริฐ กล่าวว่า ร่างที่พรรคเพื่อไทยเสนอจะไม่มีการแตะหมวด 1 และหมวด 2 ส่วนร่างไอลอว์ก็ไม่มีเรื่องนี้เราอ่านดูแล้วเห็นว่าสอดคล้องไปแนวทางเดียวกับเรา หลักการหลักๆของร่างไอลอว์ คือ ขจัดอำนาจ คสช.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ และลดความขัดแย้งในสังคมปัจจุบัน

จี้ รบ.หยุดใช้ความรุนแรงจัดการม็อบ

นายสมพงษ์กล่าวอีกว่า พรรคเพื่อไทยไม่ชอบและไม่เห็นด้วยที่จะทำสิ่งที่รุนแรงแก้ปัญหาการชุมนุม เชื่อว่าคุยกันได้ ได้ต่อว่ารัฐบาลไปบ้างแล้ว เมื่อถามว่ามีการประกาศเตือนการใช้กระสุนยาง นายสุทินกล่าวว่า รัฐบาลต้องทบทวนสิ่งที่ทำนั้นเกินกว่าเหตุหรือไม่ กลุ่มผู้ชุมนุมโดยความสงบมาตลอด ไม่เคยใช้ความรุนแรง ด้านนายประเสริฐ กล่าวว่า ขอส่งสัญญาณรัฐบาลขอให้หยุดดำเนินการหากมีเหตุการณ์เกินเลยต้องเอามาพูดในสภาฯ

“บิ๊กตู่” ปิดห้องคุย 3 ป.งดจ้อสื่อ

เมื่อเวลา 09.00 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุมนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะผู้บริหาร DEPA และสตาร์ตอัพ เสนองานบริการดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นเพื่อรับรองภาคธุรกิจและพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนด้วยเทคโนโลยี 5 จี ในยุคชีวิตวิถีใหม่ โดยนายกฯเยี่ยมชมนิทรรศการตัวอย่างพร้อมชื่นชมอยากให้ทุกภาคส่วนร่วมสนับสนุนสตาร์ตอัพไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ประชุม ครม.พักการประชุม ที่ตึกสันติไมตรี นายกฯสั่งเจ้าหน้าที่เปิดมิวสิกเพลง “เพราะเธอคือประเทศ” ที่นายกฯแต่งเนื้อร้องไว้ตั้งแต่รัฐบาล คสช.แต่ปรับเนื้อเพลงบางท่อนอาทิ “ขออย่าทะเลาะกันได้ไหม อยากให้คนไทยกลับมารักกันเหมือนเก่า พร้อมจะไปด้วยกันหรือเปล่า” และท่อน “เพราะทุกคนมีกันอยู่เพียงเท่านี้ สามัคคีคือพลังที่เข้มแข็ง ไม่ต้องแบ่ง ไม่ต้องแข่ง…” ให้เข้าสถานการณ์การเมือง ขับร้องโดยวง The Newsroom+Lyrics และเปิดให้สื่อมวลชนฟังขณะรอการแถลงข่าว ต่อมาเวลา 13.20 น. นายกฯ ให้เจ้าหน้าที่สำนักโฆษกฯแจ้งสื่อมวลชนว่ามีภารกิจด่วนมอบหมายให้นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงข่าวแทน โดยนายกฯ ปิดห้องหารือกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ห้องเหลือง ตึกสันติไมตรี นาน 10 นาที ก่อนจะหันมาโบกมือให้สื่อมวลชนและเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

แก้ รธน.โยนเป็นดุลพินิจ ส.ส.-สว.

ต่อมาเวลา 14.00น. ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า นายกฯอยากชี้แจงว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใดและอย่างไร ให้เป็นดุลพินิจ ส.ส.และ ส.ว. ส่วนที่สอบถามว่าจะเตรียมต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 45 วัน เพื่อป้องกันโควิด-19 ยังเป็นเพียงการคาดการณ์ยังไม่ได้ข้อสรุป จะประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.วันที่ 18 พ.ย.เพื่อดูแลประชาชนด้านสาธารณสุข ไม่มีประเด็นการเมือง ถ้าต่อ 45 วันเพราะต้องการให้ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปีใหม่ที่มีประชาชนเดินทาง

ผู้สื่อข่าวรายงานจากที่ประชุม ครม.ว่า นายกฯระบุว่าการลงมติยกให้เป็นกระบวนการสภา ให้เป็นดุลพินิจ ส.ส.และ ส.ว.รวมถึงฉบับไอลอว์ ขอให้หัวหน้าพรรคแต่ละพรรคดูแลลูกพรรคให้เข้าประชุมพร้อมเพรียง การดูแลความเรียบร้อยเป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง ขณะที่ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กลาโหม พูดกับรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ระหว่างพักประชุมว่าฝ่ายความมั่นคงเตรียมความพร้อมความปลอดภัยและการเดินทางทุกช่องทางไว้แล้ว

ม็อบเหลืองฉลุยยื่นหนังสือหน้ารัฐสภา

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นำโดย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แกนนำกลุ่มไทยภักดี ได้นำแนวร่วมพร้อมเครือข่ายปกป้องสถาบัน นั่งรถบัส 10 คันเดินทางผ่านแนวกั้นด้านนอกของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้โดยสะดวก จากนั้นเวลา 10.25 น. ที่แยกเกียกกาย พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 และนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ ส.ว.เป็นตัวแทนประธานวุฒิสภา ออกมารับหนังสือคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก นพ.วรงค์ ซึ่งกล่าวตอนหนึ่งว่าขอให้ ส.ว.อย่ากลัวการข่มขู่ ให้ตัดสินใจด้วยความกล้าหาญ การตัดสินใจของ ส.ว.คืออนาคตของประเทศ พล.อ.สิงห์ศึกกล่าวว่า ขณะนี้มียื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมาใน 3 ญัตติในฐานะ ส.ว.จะพิจารณาอย่างรอบคอบให้เกิดความเป็นธรรม

ยื่น อสส.ส่งศาล รธน.สั่งสภาฯหยุด

จากนั้นเวลา 11.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นพ.วรงค์ พร้อมมวลชนราว 30 คน เข้ายื่นหนังสือต่อ อสส.มีนายจิตภัทร พุ่มหิรัญ อัยการประจำสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ 4 เป็นผู้รับเรื่อง นพ.วรงค์กล่าวว่า ทางกลุ่มใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ให้ อสส.ส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งระงับยับยั้งการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เนื่องจากมีการตั้ง ส.ส.ร.และร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ ถือว่าเป็นการล้มล้างการปกครองและพบการคิดจะล้มล้างสถาบันด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นภัยร้ายแรงต่อประเทศ ขอยืนยันรัฐธรรมนูญปี 60 มีประโยชน์ ดีที่สุดต่อประชาชน

อคฝ.ตั้งแนวสกัดม็อบไปหน้าสภา

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมที่นัดรวมตัวหน้ารัฐสภาติดตามการประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาญัตติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะกลุ่มราษฎรต้องการให้รัฐสภาโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของไอลอว์ เมื่อเวลา 13.50 น. บรรยากาศหน้ารัฐสภา เกียกกาย ถนนสามเสน ตำรวจควบคุมฝูงชนจากกองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน (อคฝ.) ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยเข้มงวด ตั้งแท่งปูนแบริเออร์ วางลวดหนามหีบเพลง และนำรถฉีดน้ำแรงดันสูงมาจอดเตรียมพร้อม ไม่ให้ผู้ชุมนุมกลุ่มราษฎรเข้ามาที่หน้ารัฐสภาได้ ต่อมาเวลา 14.00 น. นายปิยรัฐ จงเทพ หรือโตโต้ หัวหน้าการ์ดอาสากลุ่มราษฎร พร้อมการ์ดอาสาและแนวร่วมส่วนหนึ่งทยอยเข้าสังเกตการณ์แนวกั้นพื้นที่ถนนสามเสน มุ่งหน้าแยกบางกระบือ เมื่อเห็นว่าไม่สามารถเข้ามายังหน้ารัฐสภาได้ ผู้ชุมนุมบางส่วนจึงได้ตะโกนด่าทอการทำงานของตำรวจ และชู 3 นิ้วใส่

ม็อบฝ่าแนวกั้นเจอฉีดน้ำ-แก๊สน้ำตา

ต่อมาเวลา 14.10 น. การ์ดผู้ชุมนุมเริ่มใช้คีมตัดเหล็กตัดลวดหนามหีบเพลงออก จากนั้น พ.ต.อ.อรรถวิทย์ สายสืบ รอง ผบก.น.1 สั่งนำรถฉีดน้ำมาประชิดแนว และประกาศเตือนผู้ชุมนุมให้หยุดทำลายลวดหนาม พร้อมประกาศอีก 5 นาทีจะฉีดน้ำ หากผู้ชุมนุมไม่หยุดอีก 1 นาที จะผสมแก๊สน้ำตาและฉีดน้ำแรงดันสูงสลายการชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังเดินหน้ารื้อแนวแบริเออร์และลวดหนาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ อคฝ.จึงเริ่มฉีดน้ำแรงดันสูงป้องกันแนวแบริเออร์ และลวดหนามจากกลุ่มผู้ชุมนุม กลุ่มผู้ชุมนุมตอบโต้กลับด้วยการขว้างปาขวดน้ำพลาสติก ถุงใส่สีทาบ้าน พลุควัน ไข่เน่าและก้อนอิฐ การปะทะดำเนินไป 20 นาที จึงยุติเพื่อเจรจา เจ้าหน้าที่ตำรวจหยุดฉีดน้ำถอยแนวออกห่างจากแนวแบริเออร์ 30 เมตร แกนนำขอให้ตำรวจเปิดแนวป้องกันให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนมาปักหลักชุมนุมห่างจากแนวเขตรัฐสภา 50 เมตร แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอม สั่งตำรวจ อคฝ.ติดปืนยิงกระสุนยาง เตรียมยกระดับรับสถานการณ์

“โรม” นำทีม ส.ส.ก้าวไกลเจรจาไร้ผล

จากนั้นเวลา 15.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศเตือนให้กลุ่มผู้ชุมนุมถอยร่นจากแนวแบริเออร์ไปอีก 150 เมตร ไม่เช่นนั้นจะฉีดน้ำแรงดันสูงและใช้แก๊สน้ำตาตามลำดับ แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมยังปักหลักประชิดไม่ยอมถอย จึงเกิดการปะทะกันเป็นรอบที่ 2 นานเกือบ 8 นาที โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตาสลายแนวหน้าฝ่ายผู้ชุมนุม ขณะที่มวลชนแนวหน้าสวมชุดกันฝน มือถือร่ม ใช้เรือเป็ดสีเหลืองมาเป็นโล่กำบัง มีการฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเวลา 15.55 น. กลุ่ม ส.ส.พรรคก้าวไกล ประกอบด้วยนายรังสิมันต์ โรม พร้อมด้วยนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร น.ส.เบญจา แสงจันทร์ และ น.ส.ญาณธิชา บัวเผื่อน ส.ส.จันทบุรี พรรคก้าวไกล มาเจราขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจยุติปฏิบัติการฉีดน้ำสลายการชุมนุม และขอผ่านแนวกีดขวางไปเจรจากับฝ่ายผู้ชุมนุม แต่การเจรจาไม่สำเร็จ

สวด จนท.เลือกปฏิบัติไม่เท่ากัน

นายรังสิมันต์ โรม กล่าวว่า ตลอดช่วงการอภิปรายในสภาฯมีการติดตามเหตุการณ์การชุมนุม ที่อยู่บริเวณด้านนอกตลอดเวลา เป็นห่วงเนื่องจากพบว่ามีการใช้ความรุนแรงฉีดน้ำและใช้แก๊สน้ำตาฉีด จึงออกมาเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าเกิดอะไรขึ้น เราไม่อยากให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ขณะที่นางอมรัตน์ กล่าวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเหตุใดจึงปฏิบัติกับกลุ่มผู้ชุมนุม 2 ฝั่งไม่เท่ากัน ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหยุดฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมพร้อมทั้งขอให้เชิญผู้บัญชาการเหตุการณ์มาเจรจากับตน

โต้ผู้ชุมนุมเข้าเขตหวงห้ามเกิน 150 ม.

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันกลับไปว่า ปฏิบัติตามกฎหมายตามหน้าที่กับกลุ่มผู้ชุมนุมทุกฝ่าย แต่กรณีผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณหน้าบริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ มีการรื้อลวดหนามและแบริเออร์เพื่อที่จะฝ่าแนวกั้นเข้ามาทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความจำเป็นจะต้องระงับเหตุ เพราะเข้ามาเกินระยะ 150 เมตร ตามที่กฎหมายกำหนด ขณะที่นายรังสิมันต์ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ตน และ ส.ส.ไปยังแนวปะทะด้านหน้าเพื่อพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมและขอให้หยุดการฉีดน้ำเข้าใส่ผู้ชุมนุม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการเจรจากลุ่ม ส.ส.พรรคก้าวไกล กับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่นั้นก็ยังมีการฉีดน้ำและใช้แก๊สน้ำตาสลายแนวหน้าของกลุ่มผู้ชุมนุมอีกครั้งเป็นเวลา 10 นาที ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้หยุดฉีดน้ำและถอยรถน้ำออกมาประมาณ 20 เมตร และประกาศให้ผู้ชุมนุมไปอยู่ในแนวเขตที่กำหนดไว้ หากไม่ปฏิบัติตามต้องใช้น้ำฉีดผลักดันอีกครั้ง จากนั้นเวลา 16.10 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ฉีดน้ำใส่กลุ่มผู้ชุมนุมเป็นครั้งที่ 5

รอง ผบช.น. ยันม็อบฝ่าฝืนทำลายแนวกั้น

ที่หน้าประตูอาคารรัฐสภา พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติมาตรการตามหลักสากล ต้องดูแลรักษาสมบัติของแผ่นดินคือรัฐสภา ไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาในรัศมี 50 เมตร แต่หากผู้ชุมนุมยืนยันจะปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณรอบนอกของเจ้าหน้าที่ทำได้ แต่กลับพบว่าผู้ชุมนุมฝ่าฝืนทำลายแนวกั้น อีกทั้งขว้างก้อนหิน เหล็ก พลุควันสี และถุงสี ใส่เจ้าหน้าที่ จุดไฟในบางจุด ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องตอบโต้ฉีดน้ำผสมแก๊สน้ำตาและขว้างแก๊สน้ำตาแบบกระป๋อง แต่ยืนยันว่าเป็นไปตามสากล ได้แจ้งเตือนผ่านเครื่องขยายเสียง ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ยอมให้ผู้ชุมนุมเข้ามายังรัศมี 50 เมตร ของรัฐสภา

ยังไม่รุนแรงถึงขั้นยิงกระสุนยาง

พล.ต.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า จากการประเมินสถานการณ์จุดถนนสามเสน หน้าบริษัท บุญรอด บริวเวอรี่ จำกัด กับแยกเกียกกายพอกัน หากจะยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมต้องประเมินแล้วว่ากระทำผิดรื้อถอนทำลายแนวกั้น มีแนวโน้มจะก่อความรุนแรงต่อทรัพย์สินทางราชการและบ้านเมือง แต่ยังไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนยาง

ปะทะเป็นระลอก “โรม” โดนแก๊สด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณถนนสามเสนเป็นไปอย่างต่อเนื่องเป็นระยะทุกๆ 10 นาที มีการเสริมรถฉีดน้ำจาก 2 คันเป็น 3 คัน ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ยอมถอยร่นเช่นกัน โดยเวลา 17.12 น. กลุ่มผู้ชุมนุมพยายามขยับเข้าใกล้แนวกั้นอีกครั้ง พร้อมขว้างปาขวดน้ำพลาสติกเข้าใส่เจ้าหน้าที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุมอีกครั้ง พร้อมยิงแก๊สน้ำตาสกัดจนชุลมุน ทำให้นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ระหว่างแนวตำรวจกับผู้ชุมนุมถูกละอองแก๊สน้ำตา เพื่อน ส.ส.ก้าวไกล และทีมงานรีบนำน้ำสะอาดมาให้ล้างหน้า

ปล่อยม็อบชนม็อบก้อนหินขวดบินว่อน

กระทั่งเวลา 17.10 น. กลุ่มราษฎรพยายามฝ่าแนวเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยกแผงเหล็กและรั้วลวดหนามเปิดทางให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินเข้าไปพื้นที่แยกเกียกกาย หน้าอาคารรัฐสภาได้ จนตำรวจถอยร่นไป แต่จู่ๆกลุ่มคนเสื้อเหลืองระดมขว้างปาก้อนหิน เศษปูน ขวดน้ำทั้งขวดแก้วและพลาสติกใส่กลุ่มราษฎรจนเปิดศึกปะทะปาสิ่งของใส่กันและกัน ขณะที่นายพริษฐ์ หรือเพนกวิน ชิวารักษ์ ใส่เสื้อเหลืองขึ้นรถเครื่องเสียงประกาศห้ามกลุ่มของตนเองให้หยุดปาสิ่งของตอบโต้กัน มีบางส่วนบาดเจ็บ รถพยาบาลต้องวิ่งเข้าไปรับตัวคนเจ็บออกจากพื้นที่ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ แต่ตำรวจกลับพากันถอยไปอยู่หลังแนวของกลุ่มคนเสื้อเหลือง การปะทะปาสิ่งของใส่กันใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงปะทะกันอยู่ 6-7 ระลอก จนการ์ดกลุ่มราษฎรและแกนนำกลุ่มเสื้อเหลืองที่อยู่แนวหน้าเข้ามาพูดคุยยกมือไหว้กอดกัน เหตุการณ์ จึงยุติไปชั่วคราว

เครือข่ายนนท์ลงเรือด่วนยึดท่าเกียกกาย

อีกด้านเวลา 15.00 น.ที่น้ำนนทบุรี นายชินวัตร จันทร์กระจ่าง แกนนำเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี แนวร่วมกลุ่มราษฎรพร้อมเครือข่ายรวมตัวลงเรือหางยาวเดินทางไปสมทบผู้ชุมนุมที่รัฐสภาแต่ถึงเวลาเรือถูกสกัดไม่มารับตามนัดหมาย นายชินวัตรกล่าวว่า จะยกทัพเรือไปปิดรัฐสภา ไม่ให้ ส.ว.หนีลงเรือ สอบถามเจ้าของเรือมีทั้งทหารเรือ และตำรวจสั่งไม่ให้มารับ ในที่สุดกลุ่มนายชินวัตรจึงพากันลงเรือด่วนเจ้าพระยามาที่ท่าเรือเกียกกาย แต่เรือไม่สามารถเทียบท่าได้ถูกตำรวจน้ำและกรมเจ้าท่าสกัดไว้ จนแนวร่วมบางคนเตรียมโดดน้ำว่ายไปขึ้นฝั่งเอง จนเจ้าหน้าที่ยอมให้จอดเทียบเรือที่จอดกั้นให้กลุ่มนายชินวัตรเดินผ่านเรือขึ้นฝั่ง แต่ไม่อนุญาตให้เข้าใกล้เขตรัฐสภา ต่อมามีแนวร่วม 2 คน ใส่ห่วงยางโดดลงน้ำจะว่ายไปขึ้นฝั่งริมตลิ่งรัฐสภา เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตจึงขอปีนขึ้นตลิ่งบริษัทเอกชน

ส.ส. ส.ว. รมต.หนีลงเรือ-เรือม็อบประกบ

ขณะเดียวกัน บรรดา ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน พรรครัฐบาล ส.ว.รัฐมนตรีที่ไม่มีคิวอภิปราย ต่างทยอยเดินทางออกจากสภาฯเนื่องจากสถานการณ์ภายนอกตึงเครียดมากขึ้น ด้วยการลงเรือโดยสารที่กองทัพเรือและตำรวจน้ำจัดรอบริการพาไปขึ้นที่สโมสร ทร. อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม นายอนุชา นาคาศัย รมต.ประจำนายกฯ นายกล้านรงค์ จันทิก ส.ว. ขณะที่นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยศิวิไลซ์ นายวัน อยู่บำรุง ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เลือกลงเรือด่วนเจ้าพระยากลับไป ท่ามกลางมีผู้ชุมนุมไม่พอใจพยายามฝ่าเจ้าหน้าที่ขึ้นท่าเรือเกียกกายที่ปิดห้ามผู้โดยสารขึ้น ส่งเสียงต่อว่าเจ้าหน้าที่ต่อมาเกิดเหตุชุลมุนขึ้นเมื่อมีเรือโดยสารของผู้ชุมนุมแนวร่วมราษฎรเต็มลำได้แล่นมาประกบเรือตำรวจน้ำที่จอดรอรับ ส.ว. ส.ส.และข้าราชการสภาแล้วบุกขึ้นบนเรือตะโกนด่า “ขี้ข้าเผด็จการ” ตำรวจต้องรีบสกัดกั้น มวลชนเคลื่อนที่ไม่ได้ยืนออกันอยู่เต็มท่าเรือ แกนนำปราศรัยผ่านโทรโข่งถูกเจ้าหน้าที่ยึดเรือที่เช่าไว้ 4 ลำ หลังกลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักยึดท่าเรือเกียกกายไว้ เจ้าหน้าที่ต้องปรับแผนลำเลียง ส.ว. ส.ส.ย้ายไปลงเรือที่ท่าเรือบริษัทบุญรอดฯแทน

“ชินวัตร” โดดน้ำลอยคอจะเข้าสภา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ชุมนุมที่กระโดดลงแม่น้ำเจ้าพระยา คือนายชินวัตร จันทร์กระจ่าง แกนนำเครือข่ายคนรุ่นใหม่นนทบุรี กับแนวร่วมคนหนึ่งว่ายน้ำฝ่าแนวเรือตรวจการณ์ตำรวจน้ำไปขึ้นฝั่ง เข้าบริเวณอาคารรัฐสภา โซนที่เป็นพื้นที่ก่อสร้าง จากนั้นวิ่งมายังข้างห้องอาหารริมน้ำฝั่งสภาฯ ที่มีอุโมงค์ ทางลงชั้นใต้ดินสูง 2 ชั้นขวางอยู่ยืนตะโกนเรียกหานายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา ขอให้สั่งเจ้าหน้าที่หยุดใช้แก๊สน้ำตา ต่อมานายอุบลศักดิ์ บัวหลวงงาม ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทยจะเดินไปหานายชินวัตร ระบุว่า ส.ส.ฝ่ายค้านได้บอกนายชวนในห้องประชุมไปแล้วขอให้วางใจ ขอให้กลับก่อนแล้วเดินไปส่งนายชินวัตรที่ประตูทางออกท่าเรือเกียกกาย

“สุวิทย์” ขอพ่อหลักเมืองปกปักสถาบัน

ก่อนหน้านั้นเวลา 08.00 น. ที่ศาลหลักเมืองกรุงเทพมหานคร นายสุวิทย์ ทองประเสริฐ หรืออดีตพระพุทธะอิสระ นำมวลชนไปทำพิธีบวงสรวงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อขอพรให้สถาบันพระมหากษัตริย์มีความสุขแคล้วคลาดปลอดภัย นายสุวิทย์ กล่าวว่า วันที่ 21 พ.ย. จะเดินทางไปภาคเหนือทำพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองในแต่ละจังหวัด พร้อมเข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจกับหมู่บ้านเสื้อแดงในพื้นที่ เพื่อให้หันมาร่วมกันปกป้องบ้านเมืองและสถาบัน และวันที่ 26-29 พ.ย. ไปภาคใต้ เพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มมวลชนเสื้อแดงเช่นกัน ทำพิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง จ.นครศรีธรรมราช และจะพยายามไปให้ครบทุกจังหวัดก่อนวันที่ 5 ธ.ค.

บช.น.งัดข้อห้ามเข้าใกล้สภาฯ 50 ม.

ที่ บช.น. พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. แถลงว่า การจัดกิจกรรมชุมนุมทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ กลุ่มไทยภักดี ขอจัดกิจกรรมเวลา 09.00-14.00 น.กลุ่มการเมืองภาคประชาชน จัดชุมนุม 2 วันในวันที่ 17-18 พ.ย. เวลา 09.00-22.00 น. กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบันจัด 2 วัน คือ 17-18 พ.ย. เวลา 06.00-24.00 น. ทั้ง 3 กลุ่มแจ้งขออนุญาตจัดการชุมนุมกับเจ้าหน้าที่แล้ว ส่วนกลุ่มราษฎรนัดรวมกลุ่มผ่านโซเชียลมีเดียเวลา 15.00 น.ไม่ได้แจ้งขออนุญาต ขอเน้นย้ำเงื่อนไขการชุมนุมไม่อนุญาตให้จัดกิจกรรมชุมนุมในรัศมี 50 เมตร จากรัฐสภามีผลบังคับใช้แล้ว

ไม่ให้ทุกกลุ่มค้างคืน-ปาร์ตี้หมูกระทะ

พล.ต.ปิยะกล่าวอีกว่า ส่วนการนัดจัดปาร์ตี้หมูกระทะ ขอย้ำว่ามีความผิด แต่จะปล่อยให้ผู้ชุมนุมตั้งเตาหมูกระทะไปก่อนแล้วจะบันทึกภาพนิ่งและวิดีโอไว้เป็นหลักฐานเพื่อดำเนินคดีภายหลัง ทั้งนี้ไม่อนุญาตให้พักค้างคืนภายในพื้นที่การชุมนุมหรือพื้นที่หวงห้ามรอบรัฐสภาเด็ดขาด หากฝ่าฝืนไม่ว่าจะขออนุญาตแล้วหรือไม่ก็ตามจะแจ้งเตือนให้ออกจากพื้นที่ ส่วนการชุมนุมทางน้ำถือเป็นพื้นที่หวงห้ามประชาชนอย่าคิดแต่สนุกเพราะแม่น้ำเจ้าพระยากระแสน้ำค่อนข้างไหลเชี่ยวอาจเกิดอันตรายได้

“เพนกวิน” นำทัพประชิดใกล้รัฐสภา

กระทั่งเวลา 19.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ฝ่าแนวกั้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจแยกเกียกกายได้เคลื่อนขบวนพร้อมรถติดเครื่องขยายเสียง มีนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน ปราศรัยบนรถวิ่งเข้ามาบน ถนนสามเสน พยายามจะไปปักหลักประตูใหญ่หน้าอาคารรัฐสภา ติดบริษัทบุญรอดฯเป็นการตลบหลังเจ้าหน้าที่ เนื่องจากมีผู้ชุมนุมอีกส่วนอยู่ตรงหน้าแนวกั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ บริเวณหน้าบริษัทบุญรอดฯ นำโดยนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา แกนนำแนวร่วมเยาวชนปลดแอก หรือ “ไผ่ ดาวดิน” เคลื่อนมวลชนบีบพื้นที่ แต่ไม่สามารถฝ่าแนวกั้นเข้ามาได้หลังใช้ความพยายามกว่า 5 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมที่เคลื่อนมาจากแยกเกียกกาย มาหยุดอยู่ตรงบริเวณกองพันทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ อยู่ห่างจากประตูใหญ่รัฐสภาเพียง 50 เมตร โดยกลุ่มผู้ชุมนุมเจรจาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจถอยออกไป

เสียงดังคล้ายปืนดังลั่นอ้างมีคนถูกยิง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงค่ำเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุมกลับมาปะทะกันอีกเป็นระยะ สลับกับการเจรจาแต่ก็ไร้ผล และยิ่งถึงช่วงค่ำแสงสว่างลดน้อยลงบรรยากาศพื้นที่ชุมนุมยิ่งชุลมุนมาก โดยเวลา 20.19 น. เริ่มมีการตะโกนว่าได้ยินเสียงคล้ายปืนดังขึ้นมากว่า 10 นัดออกมาจากพื้นที่ชุมนุม และต่อมาก็มีการประกาศออกทางโทรโข่งว่ามีคนถูกยิง มีการใช้กระสุนจริง ไม่สามารถยืนยันได้ว่ามาจากฝ่ายไหน แต่ได้เรียกขอรถพยาบาลมานำคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

นัดชุมนุมใหญ่แยกราชประสงค์

ต่อมาเวลา 20.45 น. นายอานนท์ นำภา หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของกลุ่มราษฎร ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถกระจายเสียงตอนหนึ่ง ประกาศยกระดับ การชุมนุม โดยเชิญชวนพี่น้องประชาชนไปร่วมชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 18 พ.ย. เวลา 16.00 น. เพื่อร่วมกันเปลี่ยนชื่อ “แยกราชประสงค์” เป็น “แยกราษฎรประสงค์”

ขณะที่นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน แกนนำ กลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ได้ประกาศยุติการชุมนุม เพื่อยกระดับการชุมนุมต่อสู้ เปิดศักราชการต่อสู้ครั้งใหม่ ขอให้พี่น้องประชาชนนำกระป๋องสีคนละ กระป๋องไปร่วมกันฉีดสีใส่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทวงความเป็นธรรม ล้างแค้นให้กับเพื่อนที่ได้รับ บาดเจ็บจากการถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฉีดน้ำและแก๊ส น้ำตาใส่ แล้วได้ประกาศยุติการชุมนุมลงเมื่อเวลา 21.00 น. โดยให้กลุ่มผู้ชุมนุมเดินกลับไปตามแนว ถนนสามเสน เพื่อความปลอดภัย

แกนนำระบุโดนยิง 3 เจ็บกว่า 10 คน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดเหตุปะทะมีการใช้อาวุธปืนยิงกันตรงแยกเกียกกาย มีการ์ดของกลุ่มคณะราษฎรบางรายระบุว่ามีผู้บาดเจ็บทั้งหมดกว่า 10 ราย ทั้งนี้ ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่ถูกไม้ตี และจากเหตุ ชุลมุน นอกจากนี้ยังมีผู้ถูกยิงประมาณ 3 คน ทั้งหมดแยกย้ายส่ง รพ.วชิรพยาบาล และโรงพยาบาลใกล้เคียง กระทั่งเวลาประมาณ 21.10 น. สถานการณ์ทั่วทั้งบริเวณแยกเกียกกายเริ่มคลี่คลาย

รพ.วชิระแจ้งยอดคนเจ็บ 33 ราย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของ รพ.วชิรพยาบาล ระบุว่าตั้งแต่ช่วง 17.00 น.จนถึงเวลาประมาณ 21.00 น.มีผู้เข้ารับรักษาตัวที่โรงพยาบาล รวม 33 คน แบ่งเป็นชาย 15 คน หญิง 18 คน ส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกแก๊สน้ำตาและมีบาดแผลตามร่างกาย

ข่าว-ไทยรัฐ